Showing posts with label Land. Show all posts
Showing posts with label Land. Show all posts

Monday, April 28, 2014

หน่วยงานตรวจสอบสภาพดิน

สถานีพัฒนาที่ดินราชบุรี

  • ต.หินกอง อ.เมือง จ.ราชบุรี 70000
  • โทรศัพท์ 032-3737178, 032-373042
  • กลุ่มวิเคราะห์ (ตรวจ NPK, กรดด่าง ฯลฯ ทุกวันพุธ / ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับเกษตรกร)
  • ขอรับบริการเกี่ยวกับ หญ้าแฝก ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เชื้อจุลินทรีย์ พด.1 พด.2 พด.3 พด.6 พด.7 พด.9 จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 พร้อมทั้งขอคำแนะนำ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดิน

สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน
  • โทร. 02-5614179, 1760 ต่อ 3120
  • ห้องวัดตัวอย่างดิน ตึกสวด. (ประตูกระจก)
  • เก็บตัวอย่างดินตามวิธี ประมาณ 1 กก.
  • ตรวจค่า PH, อินทรีย์, อินทรีย์วัตถุ, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, แคลเซียม, แมกนิเซียม, เนื้อดิน
  • ระยะเวลาประมาณ 60 วันทำการ
  • จันทร์-ศุกร์ 8.30 – 16.30 น.


Tuesday, April 15, 2014

ปุ๋ยพืชสด ตระกูลถั่ว

พืชปุ๋ยสด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  • พืชตระกูลถั่ว เหมาะที่จะปลูกเป็นพืชปุ๋ยสดมากที่สุด เพราะสลายตัวเร็ว เพิ่มอาหารพืชให้แก่ดินได้ดี รากเก็บอาหารพืชได้มาก ปลูกง่าย โตเร็ว มีราก ใบ ลำต้นมาก พืชตระกูลถั่วยังสามารถแบ่งตามความเหมาะสมในการปลูกได้ ดังนี้
  • พืชตระกูลถั่วที่ไถกลบแล้วเปลี่ยนเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว สามารถขึ้นได้ดีในดินที่มีสภาพพื้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปอเทือง โสนอินเดีย โสนไต้หวัน โสนคางคก เป็นต้น
  • พืชตระกูลถั่วที่ปลูกแล้วคลุมดินได้ดีในสวนผลไม้เพื่อปราบวัชพืช พืชบางชนิดต้นเป็นเถาและใบร่วงหล่นเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ได้แก่ ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า ไมยราพไร้หนาม คาโลโปโกเนียม ถั่วอัญชัญ ถั่วกระด้าง ถั่วพร้า เป็นต้น
  • พืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ชนิดที่เป็นเมล็ดและฝักเป็นอาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ได้ ก็สามารถปลูกใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้หลังจากที่เก็บฝักและเมล็ดแล้วจึงไถกลบลำต้นหรือส่วนที่เหลือลงในดิน ไม่นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดโดยตรง แต่ถ้าจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสด พืชเหล่านี้จะให้น้ำหนักพืชสดต่อไร่ต่ำ ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วพู ถั่วแขก เป็นต้น
  • พืชตระกูลถั่วชนิดอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสดแล้วยังใช้ประโยชน์ในด้านอื่นด้วย คือปลูกในที่รกร้างว่างเปล่าป้องกันวัชพืชและศัตรูพืชอื่น ๆ รวมทั้งเป็นแนวกั้นลมได้ด้วย ได้แก่ กระถินยักษ์ คราม ถั่วมะแฮะ ขี้เหล็กผี เป็นต้น


  • พืชตระกูลหญ้า ให้อินทรียวัตถุ แต่ปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำกว่าพืชตระกูลถั่ว จึงควรหว่านปุ๋ยที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบในขณะที่ทำการไถกลบโดยใช้อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่
  • พืชน้ำ เช่น ผักตบชวา จอก แหนมแดง เป็นต้น มีการใช้แหนแดง เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ซึ่งสามารถให้ไนโตรเจน 5-6 กิโลกรัมต่อไร่ และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินในอัตราสูง

ในการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดให้ได้ผลดี จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น ซึ่งได้แก่
  • ลักษณะของดินที่จะปลูก พืชตระกูลถั่วชนิดต่างๆ ขึ้นได้ดีในดินไม่เหมือนกัน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะกับพืชที่จะปลูกก่อน
  • ถ้าดินเป็นกรด ควรใส่สารปรับปรุงดินประเภทหินฝุ่น ปูนมาร์ล ปูนขาว หินเกร็ด เปลือกหอย ฯลฯ ลงไปก่อน
  • ถ้าเป็นดินทราย ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวเลขต่ำ เช่น 3-6-9 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนจะปลูกถั่วเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชตระกูลถั่วและให้น้ำหนักพืชสดสูง
  • เวลาและฤดูกาลที่ปลูก
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือปลูกตอนต้นฤดูฝน แต่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการปลูกพืชเศรษฐกิจด้วย เพราะพื้นที่อาศัยน้ำฝนช่วงฝนตกและปริมาณน้ำฝนมีความสำคัญต่อพืชเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง
  • หรือปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชหลัก ซึ่งความชื้นในดินยังมีอยู่
  • ช่วงเวลาการไถกลบนั้นคำนึงถึงปริมาณน้ำหนักพืชและจำนวนแร่ธาตุที่เพิ่มลงในดิน ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงอายุของพืชเป็นหลัก ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบก็คือ ขณะที่ต้นพืชเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะที่ออกดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้พืชตระกูลถั่วจะเจริญงอกงามสูงสุด และเป็นระยะที่องค์ประกอบของพืชอยู่ในสภาพที่เหมาะสม แก่การสลายตัว เมื่อไถกลบลงดินจะให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนแก่ดินสูง

เครดิต:

การปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด

การปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด

ชื่อวิทยาศาสตร์
  • Crotalaria jncea

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์
  • ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วฤดูเดียว
  • ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก สูงประมาณ 150 – 190 เซนติเมตร
  • ใบเดียวยาวรี
  • ช่อดอกเป็นแบบบราซีม (racemes) ซึ่งอยู่ปลายกิ่งก้านสาขา ประกอบด้วย ดอกย่อย 8 – 20 ดอก ดอกสีเหลืองมีการผสมข้ามฝัก เป็นทรงกระบอกยาว 3 – 6 เซนติเมตร กว้าง 1 – 2 เซนติเมตร หนึ่งฝักมีประมาณ 6 เมล็ด เมื่อเขย่าฝักแก่จะมีเสียงดัง เนื่องจากเมล็ดกระทบกัน
  • เมล็ดมีรูปร่างคล้ายหัวใจสีน้ำตาลหรือดำ เมล็ด 1 กิโลกรัม มี 40,000 – 50,000 เมล็ด หรือ 1 ลิตร จะมีประมาณ 34,481 เมล็ด
วิธีการปลูก
  • ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80 – 100 ซม.
  • หรือปลูกเป็นหลุม ใช้ระยะปลูก 50 X 100 หลุม ๆ ละ 1 – 3 ต้น
อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก
  • การปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่
  • ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2 – 4 กิโลกรัมต่อไร่
การดูแลรักษา
  • จะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูกเมื่ออายุ 2 – 3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโค่นและกำจัดวัชพืช
  • ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่
  • พ่นยากำจัดเชื้อรา และแมลงศัตรูพืช อาจมีการพ่นปุ๋ยทางใบ และสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในช่วงออกดอกติดฝัก เช่น ปุ๋ย 10-52-17 และ NAA ความเข้มข้น ประมาณ 100 – 200 ppm. อาจจะเพิ่มผลผลิตถึง 150 – 200 กิโลกรัมต่อไร่
  • ในระยะเก็บเกี่ยวหากมีฝน ซึ่งมักจะตกในช่วงระหว่างฤดูหนาวกับฤดูแล้ง ทำให้ฝักปอเทืองขึ้นรา ดังนั้นจึงควรเก็บให้ทันอย่าให้ถูกฝน
การใช้ประโยชน์
  • ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้น้ำหนักสดต่อไร่ 2 -5 ตัน/ไร่
  • เมื่อไถกลบจะปลดปล่อยธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนในปริมาณสูง นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับดิน โดยเฉพาะในการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์
  • เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ดอน
  • ปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย
  • หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก เช่น ระหว่างแถว อ้อย มันสำปะหลัง แล้วไถ/สับกลบ เมื่อปอเทืองอายุประมาณ 50 – 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้นแล้วทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ปลูกหลังจากพืชหลัก
เคล็ด(ไม่)ลับ
  • ปอเทือง 1 ต้นให้ผลผลิตมากกว่า 1 รุ่น ตอนเก็บฝักแก่รุ่นแรกก็ยังมีดอกรุ่นที่สองกำลังโผล่มา ก็เลยใช้วิธีรูดฝัก ไม่ได้ตัดต้น รอเก็บรุ่นสองได้อีกหน่อย
  • ตอนปอเทืองใกล้จะออกดอก ลองตัดต้นเหลือโคนไว้ประมาณ 1 ฟุต ไม่นานต้นปอเทืองก็แตกยอดใหม่มากกว่าเดิม ให้ผลผลิตเยอะกว่าต้นที่ไม่ได้ตัดยอดด้วย
เครดิต:
  • http://km.rubber.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=7739:2013-09-10-07-43-55&catid=40:2011-05-11-03-00-30&Itemid=103
  • http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=103818.32
  • http://www.ldd.go.th/menu_Dataonline/G1/G1_06.pdf
  • http://www.ldd.go.th/menu_Dataonline/G1/G1_27.pdf

การปลูกปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน

การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่มอินทรีย์ให้แก่ดินจะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำและอาหารพืชได้น้อยลง ทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

การเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เป็นต้น แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ ไม่สะดวกแก่การขนย้ายปุ๋ย และหาได้ไม่เพียงพอ

วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินอีกวิธีหนึ่งที่มีการปฏิบัติงานง่ายก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด

ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบ หรือตัด สับ ต้น ใบและส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอกซึ่งเป็นส่วนที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพังย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา

พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
  • เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
  • เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช
  • กรดที่เกิดจากผุผังของพืชสดช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น
  • บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
  • รักษาความชุ่มชื้นในดิน และทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
  • ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน
  • ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี
  • ลดการปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน
  • ลดอัตราการสูญเสียอันเกิดจากการชะล้าง
  • เพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น

ลักษณะทั่วไปของปุ๋ยพืชสด
  • ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือ ประมาณ 30-60 วัน
  • สามารถให้น้ำหนักพืชสดสูง ตั้งแต่ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป
  • ทนแล้ง และทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล 
  • ต้านทานโรคและแมลง
  • สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก และขยายพันธุ์ได้เร็ว เพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ เมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง
  • เก็บเกี่ยวตัดสับ และไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากเพราะจะทำให้ไม่สะดวกแก่การไถกลบ
  • ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุผังได้เร็ว และมีธาตุอาหารสูง


วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด สามารถแบ่งการใช้ได้ 3 วิธี คือ
  • ปลูกพืชสดในพื้นที่แปลงใหญ่ แล้วทำการตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นเลย
  • ปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องพืชหลักที่ทำการปลูก โดยปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่
  • ปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า แล้วตัดสับเอาส่วนของพืชสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลัก และไถกลบลงไปในดิน

การปลูกพืชปุ๋ยสด
  • ลักษณะของดิน
  • ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นดินเปรี้ยวควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชสดเจริญเติบโต และให้น้ำหนักพืชสดสูง
  • เวลา และฤดูกาลที่ปลูก
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ต้นฤดูฝน หรือหลังเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลักประมาณ 3 เดือน
  • เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด พื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดดังนี้
  • ถั่วเว็ลเว็ท 10 กก.
  • ถั่วเหลือง 8 กก. 
  • ถั่วพุ่ม 8 กก.
  • ถั่วนา 8 กก.
  • ปอเทือง 5 กก.
  • โสนอินเดีย 5 กก.
  • โสนคางคก 5 กก.
  • โสนไต้หวัน 5 กก.
  • ถั่วพร้า 5 กก.
  • ถั่วเขียว 5 กก.
  • ถั่วลาย 2 กก.
  • ถั่วเสี้ยนป่า 2 กก.
  • ไมยราพไร้หนาม 2 กก.
  • คาโลโปโกเนียม 2 กก. 

การตัดสับและไถกลบพืชสด
  • การตัดสับและการไถกลบพืชสดให้พิจารณาอายุของพืชสดเป็นสำคัญ
  • ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูง

เครดิต:
  • http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=13342.0


ลักษณะของดิน

ดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก ประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ

  • สมบัติทางเคมี
  • ดินต้องมีความสมดุลของแร่ธาตุอาหารพืช 
  • ธาตุอาหารพืชหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยม
  • ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน
  • ธาตุอาหารเสริม ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม แมงกานีส และคลอรีน
  • มีปฏิกิริยาของดินที่เป็นกลาง คือดินต้องไม่เป็นกรด เป็นด่าง หรือมีความเค็มจนเกินไป
  • สมบัติทางกายภาพ
  • ดินต้องมีความสมดุลของอากาศ และน้ำ
  • ดินต้องมีโครงสร้างที่ดี ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี อุ้มน้ำได้ดี เม็ดดินเกาะกันอย่างหลวมๆ เพื่อช่วยให้รากพืชสามารถแผ่ขยาย และชอนไชไปหาแร่ธาตุอาหารพืชได้ง่าย ในระยะที่กว้าง และไกล เป็นดินที่อ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้าง
  • สมบัติทางชีวภาพ
  • ดินต้องมีความสมดุลของจุลินทรีย์
  • ดินที่มีจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินที่เป็นประโยชน์ในปริมาณมาก ซึ่งสามารถควบคุมจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ที่เป็นโทษแก่พืช
  • ส่งผลให้สามารถย่อยแร่ธาตุในดินที่ยังไม่เป็นประโยชน์ หรือให้ประโยชน์น้อยให้เป็นประโยชน์แก่พืชมากขึ้น ตรึงธาตุอาหารพืชจากอากาศให้เป็นประโยชน์แก่พืช สร้างสารปฏิชีวนะปราบโรค และศัตรูพืช ทำลายสารพิษในดินได้

เครดิต:

  • http://www.asoke.info/04agriculture/ofnt/appendix/oat/oat01.html 

Saturday, April 12, 2014

การเก็บตัวอย่างดิน


การเก็บตัวอย่างดิน เพื่อประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หลักการ
  • ดินตัวอย่างต้องเป็นตัวแทนที่ถูกต้องของดินในพื้นที่นั้น
  • พื้นที่เก็บดินแต่ละตัวอย่าง ควรมีพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ และดินมีลักษณะเหมือนๆ กัน ถ้าพื้นที่ใหญ่มาก หรือดินไม่สม่ำเสมอ มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ปลูกพืชต่างกันใช้ปุ๋ยต่างกัน มีสีต่างกัน ฯลฯ จะต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงย่อยและแยกเก็บตัวอย่างดิน
  • เวลาที่เก็บดิน จะเก็บเมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าปลูกพืชตามฤดูกาล แนะนำให้เก็บก่อนปลูกพืช 1-2 เดือน และควรเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ 2-3 ปีต่อครั้ง
  • ถ้าต้องการคำแนะนำ ควรกรอกข้อมูลต่างๆ ในแบบลงทะเบียนวิเคราะห์ ให้มากที่สุด
  • อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างดิน เช่น จอบ เสียม หรือพลั่ว ถุงพลาสติก หรือกระป๋องพลาสติก ผ้าพลาสติก ขนาดประมาณ 1x1 เมตร อุปกรณ์ทุกอย่าง ต้องสะอาด


วิธีการเก็บตัวอย่าง
  • แบ่งพื้นที่ (กรณีพื้นที่ใหญ่ หรือดินมีความแตกต่างกัน) เมื่อแบ่งแล้วให้หมายเลขแต่ละแปลง หรือทำแผนที่แสดงการแบ่งแปลงเพื่อกันลืม
การเก็บตัวอย่างดิน

  • เก็บตัวอย่างดิน
  • กรณีที่เป็นพื้นที่ไร่นา หรือพื้นที่ยังไม่มีการ  ปลูกพืช ให้เดินสุ่มเก็บตัวอย่างดินให้ทั่วแปลงในแต่ละแปลง แปลงละประมาณ 15 จุด

การเก็บตัวอย่างดิน
  • กรณีที่เป็นสวนไม้ผล ให้เก็บดินภายในทรงพุ่มต้นละจุด ประมาณ 15 ต้น ในแต่ละแปลง 
การเก็บตัวอย่างดิน
  • การเก็บดินแต่ละจุดให้ใช้พลั่วขุดดินเป็นรูปลิ่มลึกประมาณ 15 ซม. หลังจากนั้นเก็บดิน โดยใช้พลั่วแซะดินข้างหลุม (ด้านเรียบ) ให้ได้ดินเป็นแผ่นหนาประมาณ   2-3 ซม. จนถึงก้นหลุม ดินที่ได้เก็บรวบรวมใส่ถุง หรือถังพลาสติก

การเก็บตัวอย่างดิน
  • คลุกเคล้าดินแต่ละแปลงที่เก็บมาให้เข้ากันแล้วเทลงบนผ้าพลาสติก ทำการคลุกเคล้าอีกครั้งโดยยกมุมผ้าพลาสติกทีละ 2 มุม ที่อยู่ตรงข้ามกัน ทำสลับมุมกัน   3-4 ครั้ง

การเก็บตัวอย่างดิน
  • หลังจากนั้นกองดินให้เป็นรูปฝาชี แล้วใช้มือตบยอดกองให้แบนราบ หลังจากนั้นใช้นิ้วมือขีดเป็นกากบาด (+) บนยอดกอง ซึ่งจะทำให้ดินถูกแบ่งแยกเป็น 4 ส่วน

การเก็บตัวอย่างดิน
  • เก็บตัวอย่างจากกองดินนี้เพียง 1 ส่วน ให้ได้ดินหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม หรือถ้าดินมีหินกรวดปนมาก อาจเก็บมา 1-2 กิโลกรัม ใส่ดินลงในถุงพลาสติกที่เตรียมไว้เพื่อส่งวิเคราะห์
  • เขียนป้ายเบอร์แปลง พร้อมรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวอย่างดิน ผูกติดไว้กับถุงตัวอย่างดิน ป้ายนี้เกษตรกรควรทำไว้อีกชุดหนึ่งเพื่อเก็บไว้กันลืม
  • หมายเหตุ  ตัวอย่างที่เก็บนี้เป็นตัวอย่างดินบนถ้าเกษตรกรต้องการทราบลักษณะของดินล่างๆ จะต้องเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมอีกแปลงละ 1 ตัวอย่าง โดยเก็บดินที่ระดับความลึก 40-50 ซม. เก็บแปลงละ 2-3 จุด แล้ว รวมเป็น 1 ตัวอย่าง


สถานที่ตรวจสอบสภาพดิน
  • กรมพัฒนาที่ดินจังหวัด ไม่มีค่าใช้จ่าย ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน
  • กรมพัฒนาที่ดิน อยู่ระหว่างแยกเมเจอร์รัชโยธินกับแยก ม.เกษตร ไม่มีค่าใช้จ่าย ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน
  • คณะปฐพีวิทยา ม.เกษตร (800 บาท) ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน



เครดิต:
  • http://www.soiltest-ku.agr.ku.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=17&Itemid=27
  • http://writer.dek-d.com/matsuo_masahiro/story/viewlongc.php?id=867358&chapter=4

ปัจจัยสำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อการเกษตร

การจะเริ่มทำการเกษตรได้นั้นเราควรมีที่ดินเป็นของตัวเอง ข้อคิดเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญก่อนซื้อที่ดินเพื่อการเกษตร ดังนี้

ในที่ดินต้องมีแหล่งน้ำหรือติดกับแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งปี

  • การซื้อที่ดินที่ไม่มีน้ำ ก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ในเชิงเกษตร 
  • แหล่งน้ำอาจเป็นคลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ คลองธรรมชาติ แม่น้ำ ฯลฯ
  • ถ้าเป็นที่ผืนใหญ่ไม่ควรเป็นน้ำบาดาล เพราะอาจมีปริมาณไม่พอเพียง และอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการตะกอนในภายหลัง

ที่ดินควรใกล้กับถนน และไม่ไกลจากบ้านมาก

  • เมื่อการเดินทางสะดวก ก็ทำให้เรารู้สึกอยากไปเยือนบ่อยๆ
  • ระยะทางที่เหมาะสมน่าจะไม่เกิน 200 กม. จากบ้าน
  • ปัจจัยเรื่องระยะทางนี้ขึ้นกับทุนและความชอบส่วนบุคคล
  • ราคาน้ำมันก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ คำนวณค่าน้ำมันคร่าวๆ ว่าระยะทาง 200 กม. รถคุณกินน้ำมันเฉลี่ย 8 กิโลลิตร น้ำมันลิตรละ 30 บาท ไป-กลับ จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเที่ยว เดือนหนึ่งไป 4 ครั้งก็ประมาณ 6,000 บาท ปีละ 72,000 บาท เทียบกับราคาที่ดินที่อาจจะแพงกว่าแต่ใกล้กว่า อย่างไหนคุ้มกว่ากัน

ที่ดินควรใกล้ตลาดหรือชุมชน หรือผู้ซื้อรายใหญ่

  • เพื่อที่จะสามารถขนส่งผลผลิตเพื่อจำหน่ายได้โดยง่าย (หากคิดจะปลูกเพื่อจำหน่าย)
  • อยากปลูกมะม่วงส่งออกแต่ผู้ปลูกอยู่ภาคใต้ ส่วนผู้ส่งออกอยู่ภาคเหนือและภาคกลาง ถ้าปลูกไม่มากพอก็จะไม่มีผู้ซื้อวิ่งไปซื้อ
  • ผู้ซื้อมักจะถามก่อนว่าปลูกกี่ไร่ กี่ต้น ผลผลิตกี่ตัน (ถ้าไม่ถึง 4-5 ตัน ส่วนมากรายใหญ่ไม่วิ่งมา)

มีเพื่อนบ้าน และสังคมที่ดี

  • ก่อนซื้อที่ดินควรลองไปสำรวจดูว่าเพื่อนบ้านมีอัธยาศัยเป็นอย่างไร ที่ดินบางผืนราคาถูกเพราะเพื่อนบ้านขี้ขโมย ผลผลิตอะไรออกมาหายหมด ติดตั้งปั๊มน้ำก็หาย บางทีเผลออาทิตย์เดียวบ้านทั้งหลังรื้อเอาไปขายก็มี ลองไปถามสถานีตำรวจในพื้นที่ดูว่าคดีลักขโมยมีแยะไหม ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และทัศนคติเขาเป็นอย่างไร

ที่ดินควรมีต้นไม้ขึ้นอยู่ในที่บ้าง

  • เพื่อแสดงว่าดินที่นี่ปลูกต้นไม้ได้ บางคนไปซื้อที่ดินที่เตียนโล่งแม้แต่หญ้าก็ไม่ขึ้น แล้วมาดีใจว่าไม่ต้องถางหญ้าปรับที่ดิน ซึ่งแท้ที่จริงเป็นดินเค็มที่เพาะปลูกอะไรไม่ได้
  • ลองสังเกตว่าต้นไม้ที่ขึ้นในที่ดินเป็นต้นอะไร เพื่อจะได้ทราบว่าที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกผลไม้ชนิดใดได้ดีที่สุด

ที่ดินทำสวนเกษตรส่วนใหญ่ควรเป็นพื้นราบ

  • หากเป็นที่ลาดชันเวลารดน้ำต้นไม้ น้ำจะไหลลงเบื้องล่างหมด
  • หากต้องทำขั้นบันไดก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าที่ดินผืนราบ
  • แต่หากจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้ป่า ก็เป็นที่เนินเขาได้ ทั้งนี้ขึ้นกับพืชที่เลือกจะปลูก
ไม่ควรเป็นที่น้ำท่วมขัง

  • ที่ดินบางผืนในช่วงฤดูฝนจะตรงกับแนวน้ำท่วมพอดี อย่างนี้ปลูกพืชอะไรไม่ทันเก็บเกี่ยวก็ตายหมด

ให้สำรวจหน้าดินของที่ดินที่ซื้อ

  • หากมีที่ดินแต่หน้าดินที่ปลูกพืชได้มีเพียง 1-2 เมตร ลึกลงไปกว่านั้นกลายเป็นดินผสมหินแบบแข็ง รากพืชชอนไชลงไปไม่ได้ อย่างนี้หากก่อนซื้อเตรียมแผนไว้ก็คงต้องปรับแผน เพื่อปลูกพืชที่มีระบบรากไม่ลึกมาก
  • เวลาซื้อที่ดิน อย่ามองแค่ค่าที่ดินอย่างเดียว ให้คำนึงถึงว่าจะต้องมีค่าปรับปรุงที่ดินอีกเท่าไหร่ด้วย
  • เช่น หากที่ดินมีต้นไม้รกเรื้อ หรือมีการขุดร่อง ขุดแนวคันเอาไว้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเกษตรกร ต้องจ้างรถแม้คโครปรับปรุงใหม่อีกเท่าไหร่
  • ที่ดินมีไฟฟ้า มีถนนถึงหรือยัง หากซื้อที่ดินร่วมกับคนอื่นก็ต้องจ่ายค่าทำถนนเข้าไปยังที่ดินอีกเท่าไหร่ ค่าเดินสายไฟเข้าไปยังที่ดิน ค่าขุดคลองส่งน้ำหรือระบบชลประทาน แล้วยังค่าใช้จ่ายในการแบ่งแยกโฉนดอีก เรื่องพวกนี้รวมๆ แล้วอาจทำให้ที่ดินไร่ละ 5 หมื่นกลายเป็นไร่ละ 3 แสนก็เป็นได้

การซื้อที่ดินร่วมกับคนอื่น ควรตกลงกันให้แน่ชัดตั้งแต่แรกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ จะร่วมกันรับผิดชอบอย่างไร ค่าโอนที่ดิน ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ

  • นอกจากนี้ถนนที่จะตัดเข้าไปยังที่ดินของแต่ละคนจะตกลงค่าใช้จ่ายและกรรมสิทธิ์กันอย่างไร บางคนเห็นว่าที่ดินตนเองอยู่ด้านหน้าก็ไม่ต้องการร่วมออกค่าถนนกับคนที่ซื้อที่ดินที่ลึกไปด้านหลัง เลยทำให้มีปัญหากันได้
  • แล้วยังเรื่องน้ำ หากคนที่อยู่ต้นน้ำเก็บกักน้ำ คนที่อยู่ปลายน้ำจะทำอย่างไร ควรมีการทำสัญญากันไว้ให้ชัดเจน และเป็นภาระผูกพันกับที่ดิน เพราะหากวันนี้แม้เชื่อใจกัน ไม่มีปัญหากันก็จริง แต่พอผ่านไปหากคนหนึ่งขายที่ไปให้บุคคลอื่น ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นได้


เครดิต:

  • http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=5983.0