กสิกรไทย
ไทยพาณิชย์
กรุงศรีอยุธยา
กรุงไทย
ออมสิน
สินเอเชีย
CIMB Thai
SME Bank
กรุงเทพ
ธอส
เกียรตินาคิน
ธนชาติ
UOB
บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์
Bangkok Capital Alliance
- เครดิต: http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=19534.0
- พืชตระกูลถั่วที่ไถกลบแล้วเปลี่ยนเป็นปุ๋ยได้รวดเร็ว สามารถขึ้นได้ดีในดินที่มีสภาพพื้นที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปอเทือง โสนอินเดีย โสนไต้หวัน โสนคางคก เป็นต้น
- พืชตระกูลถั่วที่ปลูกแล้วคลุมดินได้ดีในสวนผลไม้เพื่อปราบวัชพืช พืชบางชนิดต้นเป็นเถาและใบร่วงหล่นเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ได้แก่ ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า ไมยราพไร้หนาม คาโลโปโกเนียม ถั่วอัญชัญ ถั่วกระด้าง ถั่วพร้า เป็นต้น
- พืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ชนิดที่เป็นเมล็ดและฝักเป็นอาหารสำหรับมนุษย์และสัตว์ได้ ก็สามารถปลูกใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้หลังจากที่เก็บฝักและเมล็ดแล้วจึงไถกลบลำต้นหรือส่วนที่เหลือลงในดิน ไม่นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดโดยตรง แต่ถ้าจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสด พืชเหล่านี้จะให้น้ำหนักพืชสดต่อไร่ต่ำ ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วพู ถั่วแขก เป็นต้น
- พืชตระกูลถั่วชนิดอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นปุ๋ยพืชสดแล้วยังใช้ประโยชน์ในด้านอื่นด้วย คือปลูกในที่รกร้างว่างเปล่าป้องกันวัชพืชและศัตรูพืชอื่น ๆ รวมทั้งเป็นแนวกั้นลมได้ด้วย ได้แก่ กระถินยักษ์ คราม ถั่วมะแฮะ ขี้เหล็กผี เป็นต้น
- ถ้าดินเป็นกรด ควรใส่สารปรับปรุงดินประเภทหินฝุ่น ปูนมาร์ล ปูนขาว หินเกร็ด เปลือกหอย ฯลฯ ลงไปก่อน
- ถ้าเป็นดินทราย ควรใส่ปุ๋ยเคมีที่มีสูตรตัวเลขต่ำ เช่น 3-6-9 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านเป็นปุ๋ยรองพื้นก่อนจะปลูกถั่วเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืชตระกูลถั่วและให้น้ำหนักพืชสดสูง
- เวลาที่เหมาะสมที่สุดก็คือปลูกตอนต้นฤดูฝน แต่ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการปลูกพืชเศรษฐกิจด้วย เพราะพื้นที่อาศัยน้ำฝนช่วงฝนตกและปริมาณน้ำฝนมีความสำคัญต่อพืชเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง
- หรือปลูกหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชหลัก ซึ่งความชื้นในดินยังมีอยู่
- ช่วงเวลาการไถกลบนั้นคำนึงถึงปริมาณน้ำหนักพืชและจำนวนแร่ธาตุที่เพิ่มลงในดิน ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงอายุของพืชเป็นหลัก ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบก็คือ ขณะที่ต้นพืชเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะที่ออกดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้พืชตระกูลถั่วจะเจริญงอกงามสูงสุด และเป็นระยะที่องค์ประกอบของพืชอยู่ในสภาพที่เหมาะสม แก่การสลายตัว เมื่อไถกลบลงดินจะให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนแก่ดินสูง
- ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นดินเปรี้ยวควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชสดเจริญเติบโต และให้น้ำหนักพืชสดสูง
- เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ต้นฤดูฝน หรือหลังเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลักประมาณ 3 เดือน
- ถั่วเว็ลเว็ท 10 กก.
- ถั่วเหลือง 8 กก.
- ถั่วพุ่ม 8 กก.
- ถั่วนา 8 กก.
- ปอเทือง 5 กก.
- โสนอินเดีย 5 กก.
- โสนคางคก 5 กก.
- โสนไต้หวัน 5 กก.
- ถั่วพร้า 5 กก.
- ถั่วเขียว 5 กก.
- ถั่วลาย 2 กก.
- ถั่วเสี้ยนป่า 2 กก.
- ไมยราพไร้หนาม 2 กก.
- คาโลโปโกเนียม 2 กก.
- ดินต้องมีความสมดุลของแร่ธาตุอาหารพืช
- ธาตุอาหารพืชหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยม
- ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน
- ธาตุอาหารเสริม ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม แมงกานีส และคลอรีน
- มีปฏิกิริยาของดินที่เป็นกลาง คือดินต้องไม่เป็นกรด เป็นด่าง หรือมีความเค็มจนเกินไป
- ดินต้องมีความสมดุลของอากาศ และน้ำ
- ดินต้องมีโครงสร้างที่ดี ร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้ดี อุ้มน้ำได้ดี เม็ดดินเกาะกันอย่างหลวมๆ เพื่อช่วยให้รากพืชสามารถแผ่ขยาย และชอนไชไปหาแร่ธาตุอาหารพืชได้ง่าย ในระยะที่กว้าง และไกล เป็นดินที่อ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้าง
- ดินต้องมีความสมดุลของจุลินทรีย์
- ดินที่มีจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินที่เป็นประโยชน์ในปริมาณมาก ซึ่งสามารถควบคุมจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ที่เป็นโทษแก่พืช
- ส่งผลให้สามารถย่อยแร่ธาตุในดินที่ยังไม่เป็นประโยชน์ หรือให้ประโยชน์น้อยให้เป็นประโยชน์แก่พืชมากขึ้น ตรึงธาตุอาหารพืชจากอากาศให้เป็นประโยชน์แก่พืช สร้างสารปฏิชีวนะปราบโรค และศัตรูพืช ทำลายสารพิษในดินได้

- กรณีที่เป็นพื้นที่ไร่นา หรือพื้นที่ยังไม่มีการ ปลูกพืช ให้เดินสุ่มเก็บตัวอย่างดินให้ทั่วแปลงในแต่ละแปลง แปลงละประมาณ 15 จุด
- กรณีที่เป็นสวนไม้ผล ให้เก็บดินภายในทรงพุ่มต้นละจุด ประมาณ 15 ต้น ในแต่ละแปลง
- การเก็บดินแต่ละจุดให้ใช้พลั่วขุดดินเป็นรูปลิ่มลึกประมาณ 15 ซม. หลังจากนั้นเก็บดิน โดยใช้พลั่วแซะดินข้างหลุม (ด้านเรียบ) ให้ได้ดินเป็นแผ่นหนาประมาณ 2-3 ซม. จนถึงก้นหลุม ดินที่ได้เก็บรวบรวมใส่ถุง หรือถังพลาสติก
- คลุกเคล้าดินแต่ละแปลงที่เก็บมาให้เข้ากันแล้วเทลงบนผ้าพลาสติก ทำการคลุกเคล้าอีกครั้งโดยยกมุมผ้าพลาสติกทีละ 2 มุม ที่อยู่ตรงข้ามกัน ทำสลับมุมกัน 3-4 ครั้ง
- หลังจากนั้นกองดินให้เป็นรูปฝาชี แล้วใช้มือตบยอดกองให้แบนราบ หลังจากนั้นใช้นิ้วมือขีดเป็นกากบาด (+) บนยอดกอง ซึ่งจะทำให้ดินถูกแบ่งแยกเป็น 4 ส่วน
- เก็บตัวอย่างจากกองดินนี้เพียง 1 ส่วน ให้ได้ดินหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม หรือถ้าดินมีหินกรวดปนมาก อาจเก็บมา 1-2 กิโลกรัม ใส่ดินลงในถุงพลาสติกที่เตรียมไว้เพื่อส่งวิเคราะห์
- เขียนป้ายเบอร์แปลง พร้อมรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวอย่างดิน ผูกติดไว้กับถุงตัวอย่างดิน ป้ายนี้เกษตรกรควรทำไว้อีกชุดหนึ่งเพื่อเก็บไว้กันลืม