Showing posts with label Soil. Show all posts
Showing posts with label Soil. Show all posts

Thursday, July 3, 2014

เลี้ยงไส้เดือน ช่วยกำจัดเศษอาหาร สร้างปุ๋ยหมักให้แปลงผัก

วิธีทำให้ดินให้อุดมสมบูรณ์ อาจเริ่มจากการทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยหมัก ทำดินหมักไว้ใช้เองมากขึ้น การเลี้ยงไส้เดือน เพื่อช่วยผลิตปุ๋ย และยังช่วยกำจัดเศษผัก ผลไม้ ที่เหลือทิ้งไปอย่างน่าเสียดายได้อย่างดีด้วย

สายพันธุ์ไส้เดือน

  • สายพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ครอเซอร์ หรือ AF ได้ผ่านการทดลองแล้วว่าเหมาะสม ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต การขยายพันธุ์ที่รวดเร็ว และคุณภาพของปุ๋ยที่เกิดจากการหมัก และย่อยสลายจากจุลินทรีย์ภายในตัวไส้เดือน
  • ไส้เดือนแอฟริกาเป็นไส้เดือนที่อาศัยอยู่หน้าดิน (soil surface dwelling species) กินอาหารที่เป็นอินทรีย์วัตถุทุกชนิด เช่น มูลสัตว์ เศษอาหาร เศษเหลือทางการเกษตร เศษผักหญ้า และใบไม้ในปริมาณสูงมากต่อวัน เมื่อไส้เดือนชนิดนี้หลุดลงไปในดิน จึงไม่สามารถเจริญเติบโตและอยู่รอดได้ในสภาพธรรมชาติโดยทั่วไป
  • ดังนั้นการเลี้ยงดูต้องมีการควบคุมปัจจัยการเลี้ยงที่เหมาะสม และให้อาหารมากสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และให้ลูกมาก ไส้เดือนชนิดนี้ได้รับความนิยมนำเข้าไปเลี้ยงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จากการเก็บข้อมูลการเลี้ยงไส้เดือนแอฟริกาที่ภาควิชาสัตวบาลพบว่า ไส้เดือนชนิดนี้เป็นไส้เดือนขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไส้เดือน 6 ชนิด ที่นิยมเลี้ยงกัน โดยทั่วไปมีขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาว 12 นิ้ว น้ำหนัก 1.8 กรัม ต่อตัว มีจำนวนปล้องโดยทั่วไป188 - 297 ปล้อง 
  • ไส้เดือนแอฟริกาผลิตไข่ซึ่งเป็นโคคูน 3.6 ใบต่อสัปดาห์ เปอร์เซ็นต์ฟัก 80 เปอร์เซ็นต์ ให้ลูกเฉลี่ย 2.3 ตัวต่อโคคูน โดยใช้เวลาที่ไข่ฝัก 2-3 วัน ถึง 2 สัปดาห์ เจริญเติบโตจากตัวอ่อนถึงเป็นหนุ่มสาว (เริ่มมีไคลเทลลัมหรือปลอกเนื้อ) ในระยะเวลา 1 เดือน ถึง 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของอาหารที่ใช้เลี้ยง และระยะจากไข่ถึงเป็นหนุ่มสาวใช้เวลา 40 วัน ถึง 3 - 4 เดือน 
  • การศึกษาทางสัณฐานวิทยา ลักษณะภายนอกและภายในของไส้เดือนแอฟริกาของนางสาวสุพาภรณ์ ดาคง นิสิตปริญญาโท ภาควิชาสัตวบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า ไส้เดือนแอฟริกามีลำตัวขนาดใหญ่ ลำตัวมีสีเทาอมม่วง ลำตัวด้านท้องแบนเล็กน้อย และมีสีชีดกว่าด้านหลัง ไคลเทลลัมสีขาวขุ่นอยู่ปล้องที่ 13 - 17 ช่องเพศเมียอยู่บริเวณปล้องที่ 13 ช่องเพศผู้วางตัวอยู่ระหว่างปล้องที่ 17 และ 18 ไม่มีช่องหลัง (dorsal pore) อัณฑะวางอยู่บริเวณผนังกั้นระหว่างปล้องที่ 10 กับ 11 และ 11 กับ 12 ถุงเก็บอสุจิอยู่ปล้องที่ 12 และ 13 รังไข่อยู่ระหว่างปล้องที่ 13 และ 14 ถุงรับอสุจิมี 2 คู่ วางตัวอยู่บริเวณปล้องที่ 10 และ 11 
  • ไส้เดือนแห้งป่นมีส่วนประกอบของโปรตีนประมาณ 62 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีนมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็นอยู่ครบสมบูรณ์ มีส่วนประกอบ ของกรดไขมันประมาณ 9 เปอร์เซนต์ และไขมันก็มีส่วนประกอบของกรดไขมันที่จำเป็นอยู่ครบ จึงเหมาะที่จะเลี้ยงเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง ทั้งในสภาพไส้เดือนเป็น เช่น ใช้เลี้ยงปลาสวยงาม และเป็นเหยื่อตกเบ็ด ที่ปลาชอบและไม่มีกลิ่นคาวไส้เดือนติดมือ และในสภาพไส้เดือนแห้งป่น ทดแทนปลาป่นและกากถั่วเหลืองป่น ซึ่งถ้าเป็นการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้ไส้เดือนแอฟริกาก็เป็นชนิดของไส้เดือนที่เหมาะสมมากที่สุด เพราะมีขนาดตัวใหญ่ เจริญเติบโตได้รวดเร็ว ให้ลูกมาก และกินอาหารได้มาก ทำให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นไปพร้อมๆ กันด้วยคือ กำจัดขยะอินทรีย์ และการผลิตปุ๋ยหมักจากไส้เดือนที่มีคุณภาพสูง
  • สำหรับไส้เดือนแอฟริกามีชื่อสามัญ African Nightcrawler ชื่อวิทยาศาสตร์ Eudrilus eugenine เป็นไส้เดือนชนิดหนึ่งจากไส้เดือนจำนวน 6 ชนิด ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลกในขณะนี้ เพื่อผลิตไส้เดือนเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงเป็นเหยื่อตกเบ็ด เพื่อกำจัดขยะอินทรีย์ และผลิตปุ๋ยหมัก ไส้เดือนแอฟริกาชนิดนี้มีกำเนิดในทวีปแอฟริกาตอนกลาง แต่ปัจจุบันมีการนำไส้เดือนชนิดนี้เข้าไปเลี้ยงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก อังกฤษ ฝรั่งเศษ สเปน ออสเตรเลีย และ ในทวีปเอเชีย เช่น ประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการเลี้ยงไส้เดือนเป็นการค้ามานานมีมูลค่าทางการตลาดหลายล้านดอลลาร์ต่อปี ไส้เดือนแอฟริกา ได้รับความนิยมใช้เป็นเหยื่อตกเบ็ดและขายได้ในราคาสูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับไส้เดือนชนิดอื่น ทั้งนี้ เพราะไส้เดือนแอฟริกาตัวใหญ่เกี่ยวเบ็ดได้ง่าย ปลาชอบ และเลี้ยงได้ค่อนข้างยากในสหรัฐอเมริกาเพราะเป็นไส้เดือนจากเขตร้อน

รูปแบบการเลี้ยงไส้เดือน

ทำได้หลายรูปแบบ เช่น เลี้ยงในกะละมัง วงปูน บ่อพลาสติกสีดำ ลิ้นชัก อ่างปูนสี่เหลี่ยม ซึ่งการสามารถเลือกใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ว่าเราจะเลี้ยงไส้เดือนเพื่ออะไร คือ เลี้ยงเพื่อทำปุ๋ยหมัก สำหรับใช้เอง หรือเลี้ยงเพื่อต้องการผลิตปุ๋ย และผลิตตัวไส้เดือน เพื่อขายเป็นการค้า

ก่อนปล่อยไส้เดือน ต้องหมักปุ๋ยหมักเพื่อเป็นอาหารหลักในการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน วิธีการทำก็คือ
  • นำปุ๋ยคอก เช่น ขี้ม้าแห้ง ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น มาใส่ลงในอ่างปูนให้สูงพอสมควร รดน้ำให้เปียกชุ่มจนทั่ว แล้วใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากพืชผักสีเขียวรดให้ทั่ว เพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายปุ๋ยหมักให้สลายตัวเร็วยิ่งขึ้น โดยปกติก็จะใช้เวลาในการหมักประมาณ 7-10 วัน ในระหว่างนี้ ต้องช่วยคลุกเคล้ากองปุ๋ยไปมา 2-3 วันครั้ง เนื่องจากกระบวนการหมักจะทำให้เกิดความร้อนในกองปุ๋ย วิธีดูว่าปุ๋ยหมักนี้ได้ทีพร้อมจะนำไปเลี้ยงไส้เดือนหรือยัง ก็คือดูว่าความร้อนหมดไปหรือยังนั่นเอง
  • ปล่อยไส้เดือนลงไป ให้ไส้เดือนคุ้นเคยกับปุ๋ยหมัก ซึ่งเป็นอาหารหลักสักระยะหนึ่ง จากนั้นก็สามารถเริ่มให้อาหารเสริมได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษผัก เศษผลไม้สุก เช่น กล้วย มะละกอ โดยวิธีให้ก็คือให้ฝังลงไปในปุ๋ยเป็นจุดๆ แนะนำว่าให้ให้ครั้งละไม่ต้องมากนัก เมื่อหมดแล้วจึงค่อยให้ใหม่ การให้อาหารเสริมนี้จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต การเจริญพันธุ์ การขยายพันธุ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และจะได้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนที่มีคุณภาพดีกว่าใช้ปุ๋ยคอกเป็นอาหารหลักอย่างเดียว
  • หลังจากเลี้ยงไส้เดือนไปประมาณ 1 เดือนครึ่ง เราก็จะเริ่มเห็นลูกหลานตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าเรามีการวางแผนการจัดการที่ดี เราก็จะสามารถผลิตปุ๋ยและตัวไส้เดือนได้จำนวนมากในเวลาไม่นาน แนะนำว่า ถ้าเราเริ่มต้นการไส้เดือน 1 อ่าง (พ.ท.1*1 ม.) ใช้ปริมาณไส้เดือนจำนวน 1/2 ก.ก. เมื่อระยะเวลาเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือน เราต้องเตรียมอ่างเพิ่มใหม่อีก 1 ใบ แล้วหมักมูลสัตว์เตรียมพร้อมเอาไว้ พอได้เวลาประมาณ เดือนครึ่ง ลองสังเกต พลิกปุ๋ยที่เลี้ยงดูว่าเริ่มมีตัวอ่อนในบ่อเลี้ยงแล้วหรือยัง ถ้ามีตัวเล็กๆ เยอะ มองดูแล้วหนาแน่น  เราก็ทำการแยกคัดตัวพ่อแม่พันธุ์ไส้เดือนออก คือย้ายพ่อแม่พันธุ์จากบ่อเก่าไปยังบ่อใหม่ที่มีปุ๋ยหมักเตรียมพร้อมไว้แล้ว  เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ได้กินอาหารใหม่ ทำการผลิตปุ๋ยและขยายพันธุ์ต่อไป
  • ส่วนลูกตัวเล็กๆในบ่อเก่า ก็ใช้เวลาเลี้ยงต่อไปอีกจน ครบ 3 เดือน เราก็จะได้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ได้ พร้อมกับรุ่นลูก ที่โตพอที่จะคัดไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้อีก

ปริมาณที่ได้จะเริ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพียงแต่เราต้องเตรียมความพร้อม คือต้องเตรียมบ่อเลี้ยงให้เพียงพอ เตรียมหมักปุ๋ยให้ต่อเนื่อง จากการเริ่มต้นเลี้ยงไส้เดือน ที่ 1/2 ก.ก. จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างมากในเวลาไม่กี่เดือน  ที่สำคัญหลังจากปล่อยไส้เดือนลงไปในบ่อแล้ว ก็ควรจะหาแผ่นตาข่ายปิด เพื่อช่วยป้องกันศัตรูอย่างพวกหนู กระรอก นก แมวมาทำร้ายด้วย แล้วก็อย่าลืมให้อาหาร และดูแลความชื้นให้เหมาะสมอยู่เสมอด้วย

การเลี้ยงไส้เดือน ในฤดูหนาว
ในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่ไส้เดือนชอบอยู่อาศัยในชั้นดินที่ลึกกว่าปกติ เนื่องจากส่วนด้านบนของผิวดินมีอุณภูมิเย็น และแห้งกว่าหน้าฝน

เราสามารถช่วยควบคุมอุณภูมิให้เหมาะแก่การเลี้ยงไส้เดือนได้ โดยใช้ผ้าพลาสติก ฟาง หรือ หญ้าแห้ง มาคลุมผิวดิน และรดน้ำให้บ่อยกว่าปกติ เพื่อช่วยให้ผิวดินชื้นและอุ่นขึ้น เป็นการช่วยให้ไส้เดือนย้ายขึ้นมาอาศัยอยู่บริเวณชั้นดินด้านบน

การคัดแยกไส้เดือน

การคัดแยกไส้เดือนมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ความสะดวกของผู้เลี้ยงไส้เดือน ปริมาณไส้เดือนที่เลี้ยง และความเอื้ออำนวยของสถานที่จัดการ วิธีการด้านล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลายวิธีที่ท่านสามารถนำไปใช้ในการคัดแยกไส้เดือนได้

  • วิธีที่ 1 เลี้ยงไส้เดือนปริมาณไม่มากในภาชนะ ท่านสามารถคัดแยกไส้เดือนโดยวิธีการนี้ 
  • นำผ้าพลาสติก 1 ผืนมาปูบนพื้น โดยทำกลางแสงแดด จากนั้นนำเบดดิ้งที่มีไส้เดือนอาศัยอยู่ มาเทกองเป็นภูเขาลูกเล็กๆ หลายๆ กอง บนผ้าพลาสติกที่ปูไว้ 
  • ธรรมชาติของไส้เดือนจะกลัวแสงแดด และมุดหนีลงด้านล่างหากถูกแสง
  • ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จึงทำการปาดดินจากส่วนผิวด้านบนออกทีละน้อย จนเมื่อเจอไส้เดือนเมื่อใด จึงหยุดปาดผิวดิน
  • ปล่อยทิ้งเอาไว้อีกประมาณ 20 นาที เพื่อรอให้ไส้เดือนได้มุดลงด้านล่าง ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไส้เดือนเกือบทั้งหมดมาขดรวมกันบริเวณด้านล่างของกองดิน ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวไส้เดือน
  • นำไส้เดือนที่ได้ไปใส่ภาชนะเลี้ยงใหม่ต่อไปและเติมที่อยู่ในภาชนะใหม่ให้เต็ม
  • วิธีที่ 2
  • หยุดให้อาหารที่เลี้ยงไส้เดือนเป็นเวลา 10 วัน
  • หลังจากนั้นดันเบดดิ้งเก่าไว้ด้านหนึ่ง ไส่เบดดิ้งใหม่ลงไป ถัดจากเบดดิ้งเก่า 
  • เมื่อถึงเวลารดน้ำ ให้รดน้ำเฉพาะบริเวณเบดดิ้งใหม่และงดให้น้ำหรืองดให้อาหารบริเวณเบดดิ้งเก่า
  • ปล่อยทิ้งเอาไว้เช่นนี้เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ซึ่งหลังจากนี้ไส้เดือนเกือบทั้งหมดจะมาอาศัยที่เบดดิ้งใหม่แทน
  • จึงทำการเก็บที่อยู่เก่าเพื่อนำมูลไส้เดือนไปใช้ประโยชน์ต่อไป
  • วิธีที่ 3
  • ใช้เครื่องคัดแยกมูลไส้เดือน วิธีการนี้เหมาะสำหรับฟาร์มใหญ่ๆ ที่ต้องคัดแยกเบดดิ้งไส้เดือนในปริมาณมาก

มูลไส้เดือน

มูลไส้เดือนมาจากสิ่งที่ไส้เดือนขับถ่ายออกมา มีธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืช ช่วยให้ไม้ดอก พืชผักผลไม้เจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง ดินที่มีไส้เดือนอาศัยอยู่ พืชจะอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไส้เดือนจะสามารถอยู่อาศัยได้ในดินทุกสภาพ เพราะไส้เดือนจะเลือกอยู่อาศัยเฉพาะบริเวณดินที่มีสภาพแวดล้อมและปัจจัยเหมาะสม

มูลไส้เดือนดินดีอย่างไร
  • มาจากธรรมชาติ ไม่มีกลิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อพืช
  • หากใช้ในอัตราส่วนที่สูง ช่วยให้รากออกเร็วขึ้น ปรับปรุงคุณภาพดิน
  • ลักษณะของมูลไส้เดือนเป็นเม็ดเล็กๆ ช่วยปรับปรุงให้ดินไม่แน่นเกินไป
  • มีจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งไม่สามารถพบได้ในมูลสัตว์ หรือปุ๋ยหมักอื่นๆ
น้ำหมักมูลไส้เดือน เพื่อใช้ในครัวเรือน

  • อุปกรณ์
  • ถังขนาดเล็ก 1 ใบ
  • ตะแกรงที่กรอง 1 อัน
  • ไม้สำหรับกวนน้ำหมักมูลไส้ดือน 1 อัน
  • เครื่องให้อากาศอ็อกซิเจน (สำหรับใช้ในตู้ปลาได้) และหัววาวต่างๆ เพื่อต่อลมอ็อกซิเจนแยกออก 3 หัว
  • กากน้ำตาล หรือ น้ำตาลทราย
  • วิธีทำ
  • ใส่มูลไส้เดือนลงไปในถัง ประมาณครึ่งหนึ่งของถัง โดยกลบทับหัวอ็อกซิเจนซึ่งฝังอยู่ด้านล่าง
  • เติมน้ำบาดาลหรือน้ำฝนลงไปโดยให้ท่วมเหนือมูลไส้เดือนประมาณ 2-3 นิ้ว
  • เปิดเครื่องให้อ็อกซิเจน
  • เติมกากน้ำตาลลงไป 120 ซีซี จากนั้นจึงใช้ไม้กวนให้เข้ากัน
  • พยายามกวนน้ำหมักวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้จุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆจากมูลไส้เดือนผสมเข้าไปในน้ำ
  • หลังจากนั้น 3 วัน จึงนำหัวท่อให้อ็อกซิเจนออกจากถัง และปล่อยทิ้งเอาไว้ 10 ถึง 20 นาทีเพื่อให้น้ำหมักตกตะกอน
  • จึงทำการกรองเอาเศษตะกอนออก และนำน้ำหมักที่ผ่านการกรองแล้ว ไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยอัตราส่วนการใช้คือ ผสมน้ำหมักมูลไส้เดือน 30 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร


เครดิต:
  • http://www.thaicityfarm.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=460&auto_id=29&TopicPk=
  • http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=18909.0
  • http://wormhut.blogspot.com
  • สนใจไส้เดือนแอฟริกาและการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุสอบถามข้อมูลได้ที่ รศ.ดร.สมชัย จันทร์สว่าง โทร 0-2579-1120 ,0-2579-0649  

Thursday, June 5, 2014

ปริมาณธาตุอาหารของปุ๋ยพืชสด

ปริมาณธาตุอาหารของปุ๋ยพืชสด (%)

ชนิดพืช N P2O5 K2O
โสนอัฟริกัน 2.87
1.68
0.22
0.15
2.40
โสนจีนแดง 2.85 0.34 2.10
โสนอินเดีย 2.85
2.25
0.46
0.35
2.68
3.03
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
มะแฮะ 1.92 0.05 0.90
ฟางข้าว 0.59 0.08 1.72
ใบกระถินณรงค์ 1.58 0.10 0.40
ใบยูคาลิปตัส 0.68 0.07 0.03
ผักตบชวา 1.55 0.46 0.49
ถั่วเหลือง 2.71 0.56 2.47
ถั่วเขียว 1.85 0.23 3.00
ซังข้าวโพด 1.78 0.25 1.53
ต้นข้าวโพด 0.71 0.11 1.38
ต้นมันสัมปะหลัง 1.23 0.24 1.23

เครดิต:
  • http://www.ldd.go.th/menu_Dataonline/G1/G1_02.pdf
  • http://www.brrd.in.th/rkb/Fact%20Sheet/Fertilizer/greenmanure.pdf
  • http://www.agriqua.doae.go.th/pdf_agricultural_data/organic/the_manure.pdf

Tuesday, June 3, 2014

ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

จำนวนธาตุอาหารที่พืชจำเป็นต้องใช้เพื่อการเจริญเติบโตออกดอก ออกผล มีอยู่ 16 ธาตุนั้น มี 3 ธาตุ ที่พืชได้มาจากอากาศและน้ำ คือ คาร์บอน ( C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ส่วนอีก 13 ธาตุนั้น พืชต้องดูดดึงขึ้นมาจากดิน ซึ่งธาตุเหล่านี้ได้มาจากการผุพงสลายตัวของส่วนที่เป็นอนินทรียวัตถุและอินทรียวัตถุหรือฮิวมัสในดิน สามารถแบ่งตามปริมาณที่พืชต้องการใช้ได้ เป็น 2 กลุ่ม คือ มหธาตุ และจุลธาตุ


  • มหธาตุ (macronutrients)
  • มหธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณมาก ที่ได้มาจากดินมีอยู่ 6 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
  • ธาตุอาหารหลัก หรือ ธาตุปุ๋ย ได้แ่ก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เนื่องจากสามธาตุนี้พืชต้องการใช้ในปริมาณมาก แต่มักจะได้รับจากดินไม่ค่อยเพียงพอกับความต้องการ ต้องช่วยเหลือโดยใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ
  • ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) เป็นกลุ่มที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า และไม่ค่อยมีปัญหาขาดแคลนในดินทั่วๆ ไปเหมือนสามธาตุแรก

  • จุลธาตุ หรือ ธาตุอาหารเสริม (micronutrients)
  • จุลธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อย มีอยู่ 7 ธาตุ ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) และคลอรีน (Cl)
ไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารในกลุ่มมหธาตุหรือจุลธาตุ ต่างก็มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะความจริงแล้ว ธาตุทุกธาตุมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของพืชเท่าๆ กัน จะต่างกันแต่เพียงปริมาณที่พืชต้องการเท่านั้น ดังนั้นพืชจึงขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้ หากพืชขาดธาตุอาหารแม้แต่เพียงธาตุเดียว พืชจะหยุดการเจริญเติบโต แคระแกร็น ไม่ให้ผลผลิตและตายในที่สุด

หน้าที่ของธาตุอาหารพืช

  • ไนโตรเจน มีหน้าที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ช่วยให้พืชมีสีเขียว เร่งการเจริญเติบโตทางใบ หากพืชขาดธาตุนี้จะแสดงอาการใบเหลือง ใบมีขนาดเล็กลง ลำต้นแคระแกร็นและให้ผลผลิตต่ำ
  • ฟอสฟอรัส มีหน้าที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของราก ควบคุมการออกดอก ออกผล และการสร้างเมล็ด ถ้าพืชขาดธาตุนี้ระบบรากจะไม่เจริญเติบโต ใบแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงแล้วกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดร่วง ลำต้นแกร็นไม่ผลิดอกออกผล
  • โพแทสเซียม เป็นธาตุที่ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาล แป้ง และโปรตีน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปสู่ผล ช่วยให้ผลเติบโตเร็วและมีคุณภาพดี ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลงบางชนิด ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะไม่แข็งแรง ลำต้นอ่อนแอ ผลผลิตไม่เติบโต มีคุณภาพต่ำ สีไม่สวย รสชาติไม่ดี
  • แคลเซียม เป็นองค์ประกอบที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ การผสมเกสร การงอกของเมล็ด พืชขาดธาตุนี้ใบที่เจริญใหม่จะหงิกงอ ตายอดไม่เจริญ อาจมีจุดดำที่เส้นใบ รากสั้น ผลแตก และมีคุณภาพไม่ดี
  • แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน และน้ำตาล ทำให้สภาพกรดด่างในเซลล์พอเหมาะและช่วยในการงอกของเมล็ด ถ้าขาดธาตุนี้ใบแก่จะเหลือง ยกเว้นเส้นใบ และใบจะร่วงหล่นเร็ว
  • กำมะถัน เป็นองค์ประกอบสำคัญของกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามิน ถ้าขาดธาตุนี้ทั้งใบบนและใบล่างจะมีสีเหลืองซีด และต้นอ่อนแอ
  • โบรอน ช่วยในการออกดอกและการผสมเกสร มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล การเคลื่อนย้ายของฮอร์โมน การใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนและการแบ่งเซลล์ ถ้าพืชขาดธาตุนี้ ตายอดจะตายแล้วเริ่มมีตาข้าง แต่ตาข้างก็จะตายอีก ลำต้นไม่ค่อยยืดตัว กิ่งและใบจึงชิดกัน ใบเล็ก หนา โค้งและเปราะ
  • ทองแดง ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ การหายใจ การใช้โปรตีนและแป้ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางชนิด ถ้าพืชขาดธาตุนี้ ตายอดจะชะงักการเจริญเติบโตและกลายเป็นสีดำ ใบอ่อนเหลือง และพืชทั้งต้นจะชะงักการเจริญเติบโต
  • คลอรีน มีบทบาทบางประการเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืช ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะเหี่ยวง่าย ใบสีซีด และบางส่วนแห้งตาย
  • เหล็ก ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสงและหายใจ ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีขาวซีดในขณะที่ใบแก่ยังเขียวสด
  • แมงกานีส ช่วยในการสังเคราะห์แสงและการทำงานของเอนไซม์บางชนิด ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีเหลืองในขณะที่เส้นใบยังเขียว ต่อมาใบที่มีอาการดังกล่าวจะเหี่ยวแล้วร่วงหล่น
  • โมลิบดินัม ช่วยให้พืชใช้ไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะมีอาการคล้ายขาดไนโตรเจน ใบมีลักษณะโค้งคล้ายถ้วย ปรากฏจุดเหลืองๆ ตามแผ่นใบ
  • สังกะสี ช่วยในการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์ และแป้ง ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวๆ ประปรายตามแผ่นใบ โดยเส้นใบยังเขียว รากสั้นไม่เจริญตามปกติ
เมื่อมีการปลูกพืชลงบนดิน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของธาตุอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในดิน เนื่องจากในขณะที่พืชมีการเจริญเติบโต พืชจะดูดดึงธาตุอาหารในดินไปใช้และเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ได้แก่ ใบ ลำต้น ดอก ผล จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำออกไปจากพื้นที่ ธาตุอาหารที่สะสมอยู่เหล่านั้นย่อมถูกนำออกไปจากพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ธาตุอาหารบางส่วนยังเกิดการสูญหายไปในรูปก๊าซ ถูกดินหรือสารประกอบในดินจับยึดไว้ บางส่วนถูกชะล้างออกไปจากบริเวณรากพืช หรือสูญเสียไปกับการชะล้างพังทลายของดิน

ดังนั้นการเพาะปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีการเติมธาตุอาหารลงไปในดิน ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง และในที่สุดดินจะกลายเป็นดินเลวปลูกพืชไม่เจริญเติบโตอีกต่อไป ในการปลูกพืชจึงต้องมีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและคงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อยู่เสมอ

เครดิต:
  • http://oss101.ldd.go.th/web_soils_for_youth/s_prop_nutri02.htm




ธาตุอาหารดินที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด




เครดิต: