Showing posts with label Plant. Show all posts
Showing posts with label Plant. Show all posts

Tuesday, August 19, 2014

ปลูกต้นหอม

การเพาะปลูกต้นหอมนั้นทำได้ 2 วิธี คือ ใช้หัวปลูก หรือใช้เมล็ดหว่าน แต่การใช้เมล็ดจะประหยัดกว่า ใช้เวลาในการปลูก 45 วัน แต่ที่นิยมปลูกจะใช้หัวปลูกเพราะระยะเวลาการเก็บเกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 30-32 วันต้องรดน้ำทั้งเช้าเย็น จนเมื่อต้นเริ่มมีใบยื่นยาว ลดน้ำลงเหลือเพียงวันละครั้ง

เคล็ดลับปลูกต้นหอมให้งามอยู่ที่การคลุมดินให้คงความชื้นไว้ แต่ระบายน้ำได้ดี โดยการนำเอาฟางแห้ง หญ้าแห้ง เปลือกถั่วลิสง หรือแกลบดิน คลุมหน้าดินไว้

ต้นหอมโตเต็มที่สามารถนำมาใช้งานได้ สูงประมาณ 1 ฟุตกว่าๆ ก็ถอนมาได้เลย

ส่วนแมลงศัตรูตัวร้ายของต้นหอมคือ เพลี้ยไฟ ใช้แลนเนท 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 10 ลิตร แล้วฉีดพ่น 7-10 วันครั้ง เพื่อป้องกัน หากเกิดเพลี้ยไฟ ก็ฉีดพ่น 3-4 วันครั้ง

หอมมี 3 สายพันธ์ คือ
  • พันธ์ที่มาจากนครพนม มีความทนทานต่อหน้าฝน
  • พันธ์ที่มาจากเชียงใหม่ (หอมเหนือ) ให้ผลผลิตมากในช่วงหน้าหนาว
  • พันธ์ที่มาอินโดนิเชีย ทนทาน ต้นใหญ่ใบหนาทนต่อโรค และสภาพอากาศ แต่ข้อเสียกลิ่นค่อนข้างแรงกว่า 2 สายพันธ์ที่กว่ามา

สิ่งที่ต้องเตรียม
  • พันธ์หอมแบ่ง
  • ฟางข้าว หรือ แกลบ
  • อุปกรณ์ทำแปลงผัก เช่น จอบ คราด

ขั้นตอนการปลูกหอม
  • การเตรียมดิน ก่อนที่เราจะเริ่มปลูกเราควรเตรียมดิน อย่างน้อย 1 อาทิตย์ โดยไถพรวนดิน ภายในอาทิตย์นั้นๆ 2 ครั้ง โดย 3 วันไถครั้งหนึ่ง เมื่อเตรียมดินเสร็จแล้วเราก็เริ่มลงมือปลูกเลย
  • เริ่มจากการไถแปลงขนาดกว้าง 1.5 เมตร ความยาวแล้วแต่ความสะดวกในการรดน้ำ
  • เมื่อไถเสร็จเราก็เริ่มเขี่ยแปลงโดยใช้คราด ให้ดินสม่ำเสมอกัน
  • เมื่อแปลงเรียบดีแล้ว ก็ลงมือ ปักพันธ์ หอมลงในดินเลย ก่อนที่เราจะปักลงเราควรแกะกรีบหอมออกก่อน ระยะห่างระหว่างหัวประมาณ 3x3 ซม
  • เมื่อปักพันธ์หอมเสร็จเราก็นำฟางข้าว หรือ ว่า แกลบ มาคุมแปลง เพื่อดูซับความชื่น ในแปลงผัก
  • หลังจากนั้นเราก็รดน้ำ เช้า-เย็น
  • เมื่อผักเริ่มงอกและลำต้นยาว ประมาณ 3 ซม ระยะนี้จะใช้เวลา 10 วัน ให้เราเริ่มใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 ปุ๋ย ชีวภาพ หรือ เคมีก็ได้ ถ้าเป็นเคมี แนะนำ สูตร 16-8-8 และก็ฉีดฮอร์โมน หรือ EM
  • ควรดูแลวัชพืช ช่วงนี้ด้วย
  • เมื่อผ่านไป 20 วัน เราก็เริ่มใส่ปุ๋ย ครั้งที่ 2 และก็ทำเหมือนกันกับ ขั้นตอนที่ 6
  • เมื่อผักมีอายุ 30-32 วัน เราก็เริ่มเก็บได้

โรคและศัตรู
  • โรคโครนเน่า เกิดจากช่วงที่ฝนตกติดต่อกัน หลายๆ วัน แล้วดินแฉะ
  • หนอนกินใบ หนอนจะมีสองแบบ คือ กินในหลอด และกินนอกหลอด ให้สังเกต ว่าหอมเรามีอาการเหียวเฉาหรือไม ถ้ามี ให้แกะดูในใบหอม หากเจอหนอนในหลอดก็ฉีดยา

เครดิต:

Monday, August 18, 2014

ปลูกมะนาว

พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาว มีสีอ่อนคล้ายไข่เป็ด ขนาด 2-3 เซนติเมตร เปลือกบาง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ในเชิงพาณิชย์จะปลูก มะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีเปลือกหนา ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน
  • มะนาวทราย ทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ ให้ผลตลอดปีแต่ไม่ค่อยนิยมบริโภค เพราะน้ำมีรสขมเจือปน
  • อื่นๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิ, มะนาวหวาน, มะนาวปีนัง, มะนาวโมฬี, มะนาวพม่า, มะนาวเตี้ย และมะนาวหนัง เป็นต้น (มะนาวบางพันธุ์อาจเรียกได้หลายชื่อ แต่ในที่นี้ไม่ได้สืบค้นเพื่อจำแนกเอาไว้)
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 
  • มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิต ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินทราย
  • ควรปลูกในพื้นที่ดินร่วนซุย ระบายน้ำดี อินทรียวัตถุมาก ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อให้เจริญงอกงามดี ผลดก และคุณภาพดี
การชำมะนาวลงถุงดำ

การชำมะนาวถือเป็นขั้นตอนถัดมาจากการขยายพันธุ์หรือการตอนกิ่ง
  • เตรียมขุยมะพร้าว ขุยมะพร้าวเป็นวัสดุในการชำ ซึ่งจะผสมปุ๋ยอินทีย์ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน และรดน้ำให้ขุยมพร้าวเปียก พอมีความชื้น
  • เตรียมกิ่งตอน เลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ ไม่มีโรคแคงเกอร์ ตัดเชือกกิ่งตอนที่จะนำมาชำด้วยมีดหรือกรรไกรโดยระวังอย่าให้โดนราก และแกะถุงตุ้มตอนออกเบาๆ
  • เตรียมถุงดำ ชำลงถุงเบอร์ 3x7 หรือ 4x8 นิ้ว ถ้ากิ่งสูงมากให้ใช้ถุงเบอร์ใหญ่ เพื่อเป็นฐานให้กับต้น กันต้นล้มเวลามีลมพัด
วิธีชำ
  • นำขุยมะพร้าวใส่ลงถุงดำรองก้นถุง นำกิ่งพันธุ์ตรงกลาง ใส่ขุยมะพร้าวลงไปรอบๆ จนกลมโคนลำต้นของกิ่งตอน กดขุยมะพร้าวให้แน่น อย่าให้ต้นโยกเยก
  • นำกิ่งมะนาวที่ชำไปไว้ในที่ร่ม มีแสงแดดส่องถึง ให้น้ำทุก 3-4 วัน/ครั้ง รดน้ำพอชื้นไม่ต้องถึงกับแฉะ ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดรากและโคนต้นมะนาวเน่า
  • รอให้รากมะนาวเดินเต็มถุง ระยะเวลาประมาณ 20 วัน - 1 เดือน โดยสังเกตุจากรูของถุงดำว่ามีรากแทงออกมานอกถุงดำหรือยัง ถ้าแทงออกมานอกถุงเยอะจึงนำมาปลูกต่อได้
การเตรียมพื้นที่ปลูก
  • พื้นที่ลุ่ม
  • เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินใหัมีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร
  • ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูง โดยให้อยู่สูงกว่าแนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร
  • แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5x5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4x4 – 6x6 เมตร ทั้งนี้ขื้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
วิธีการปลูก
  • ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
  • ขุดหลุมปลูก ขนาด 50x50 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร
  • พรวนดินให้ร่วนซุย นำดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตผสมในหลุมให้สูงประมาญ 2 ใน 3 ของหลุม
  • ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่า ระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
  • ใช้มีดคมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา) ระวังอย่าให้โดนราก
  • ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก
  • กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
  • ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก
  • หาวัสถุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด
การให้น้ำ
  • รดน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก)
  • หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น
  • ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงช่วงออกดอก เพื่อให้มะนาวสะสมอาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอก เดือนเมษายน-พฤษภาคม
  • หลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล
การใส่ปุ๋ย 
  • หลังจากมะนาวอายุได้ 3-4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก ประมาณ 0.5 กิโลกรัม/ต้น
  • กรณีใส่ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจาก พรวนดิน กำจัดวัชพืชแล้ว โดยใส่บริเวญรอบทรงพุ่ม แล้วก็ให้น้ำตามเพื่อให้ปุ๋ยละลาย
  • เมื่อมะนาวอายุ 1 ปี ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 300 กรัม/ต้น
  • เมื่อมะนาวอายุ 2 ปี เพิ่มปริมาญปุ๋ยโดยใส่ปีละ 2 ครั้งๆ ละประมาณ 1 กิโลกรัม/ต้น ขี้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้น
  • เมื่อมะนาวอายุย่างเข้าปีที่ 3 จะเริ่มให้ผลผลิต
  • ช่วงระยะก่อนออกดอกประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 12-24-12 หรืออาจใช้ปุ๋ยสูตร 3-10-10 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในระยะที่ยังไม่ออกดอก และใช้สูตร 0-52-34 ในระยะเร่งการออกดอก ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ปริมาณที่ใช้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นพืช โดยใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น
การกำจัดวัชพืช 
  • เช่น ถอน ถาง หรือใช้เครื่องตัดหญ้า ต้องระวังอย่าให้เกิดบาดแผลตามโคนต้น หรือกระทบกระเทือนราก
  • วิธีกำจัดวัชพืชอีกวิธีหนึ่งที่นิยมคือการใช้สารเคมี เช่น พาราชวิท ไกลโฟเสท ดาวพอน เป็นตัน โดยการใช้จะต้องระวังอย่าให้สารพวกนี้ปลิวไปถูกใบมะนาว เพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่น ทำให้ใบไหม้เหลืองเป็นจุดๆ หรือไหม้ทั้งใบ ดังนั้นจึงควรฉีดพ่นตอนลมสงบ
การค้ำกิ่ง

เมื่อมะนาวใกล้จะผลิดอกออกผลต้องมีการค้ำกิ่งให้กับต้นมะนาว เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก หรือฉีกขาดโดยเฉพาะในช่วงติดผล และยังช่วยลดความเสียหาย เนื่องจากโรคและแมลงได้ โดยวิธีการค้ำกิ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ 
  • การค้ำกิ่งโดยการใช้ไม้รวกหรือไม์ไผ่ทำเป็นง่ามสอดเขัากับกิ่งมะนาว ให้ปลายอีกข้างหนึ่งวางตั้งรับน้ำหนักของกิ่งอยู่บนพื้นดิน แล้วใช้เชือกผูกมัดกิ่งไว้ 
  • การค้ำกิ่งแบบคอกหรือนั่งร้าน โดยเอาไม้มาทำเป็นนั่งร้านรูปสี่เหลี่ยนรอบๆ ต้นมะนาวเพื่อรองรับกิ่งใหญ่ ๆ ของมะนาวไว้ อาจทำเป็น 2-3 ชั้น แล้วให้กิ่งพาดอยู่ที่ชั้นใดก็ได้ ซึ่งวิธีนื้จะมั่นคงทนทาน และใชัประโยชน์ได้ดีกว่าวิธีแรก
การตัดแต่งกิ่ง 
  • เพื่อให้มะนาวมีทรงพุ่มสวยและให้ผลดก ปราศจากการทำลายของโรคและแมลง
  • การตัดแต่งกิ่งควรทำหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว โดยตัดกิ่งที่เป็นโรคกิ่งแห้ง กิ่งที่ไม่มีประโยชน์ออกให้หมด แล้วนำไปเผาทำลาย อย่าปล่อยทิ้งไว้ตามโคนต้น เพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมโรคได้
โรคที่สำคัญของมะนาว
  • โรคแคงเกอร์ 
  • ลักษณะอาการ
  • จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล
  • อาการที่ใบและผล จะมีลักษณะคล้ายกัน คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้ม ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลือง ล้อมรอบแผล
  • อาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะแตกแห้ง เป็นสีน้ำตาลขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างแผลไม่แน่นอน ไม่มีวงแหวนล้อมรอบ
  • เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด 
  • การป้องกันกำจัด
  • ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย
  • ไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่ที่เป็นโรคแคงเกอร์
  • พยายามอย่าให้มะนาวเกิดบาดแผล
  • ป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ เช่น หนอนชอนใบ หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาริล มาลาไธออน
  • โรคราดำ
  • ลักษณะอาการ
  • ใบ กิ่งก้าน และผลจะมีราสีดำ สกปรก กระด้าง ทำให้ผมไม่สวย ต้นมะนาวแคระแกร็น
  • การป้องกันกำจัด
  • ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟ หรือ
  • ใช้สารเคมีกำจัดแมลงฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงประเภทปากดูด ชึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคราดำ  
  • โรคกรีนนิ่ง (ใบแก้ว) 
  • ลักษณะอาการ
  • ใบจะด่างเป็นสีเหลือง หรือขาวใสระหว่างเส้นใบ ใบมีขนาดเล็กลง ในที่สุดใบและยอดจะแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ต้นจะโทรม
  • การป้องกันกำจัด
  • ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟ
  • ใส่ปุ๋ยที่มีธาตุสังกะสี และแมกนีเชียม
  • ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินใหัอยู่ระหว่าง 6.0-6.5  
  • โรคยางไหล 
  • ลักษณะอาการ
  • มีอาการยางไหลบริเวญลำต้นและกิ่งก้าน เปลือกจะเน่าและแผลจะลุกลามไปถึงเนื้อไม้ 
  • การป้องกันกำจัด
  • ตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชเพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง
  • ทาบาดแผลด้วยสารทองแดงหรือกำมะถันผสมปูนขาว
  • ถ้ามีการระบาดมากก็เผาทำลายเสีย
  • โรครากเน่าและโคนเน่า 
  • ลักษณะอาการ
  • รากฝอยและรากแขนง จะเน่ามีสีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเหนียว ไม่ยุ่ย เปลือกของลำต้นจะปริแตกออก โดยเฉพาะ โคนต้น และมียางไหลบริเวณขอบแผล เมื่อรากและต้นถูกทำลายมากๆ จะทำให้ใบเหลือง และร่วงหล่น
  • การป้องกันกำจัด
  • อย่าให้มีน้ำขัง บริเวณโคนต้น
  • ไม่ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือ ปุ๋ยคอกมากเกินในช่วงฤดูฝน
แมลงศัตรูที่สำคัญ

  • หนอนชอนใบ
  • ลักษณะอาการ
  • จะทำความเสียหายให้กับมะนาวในระยะแตกใบอ่อน โดยจะชอนไชกัดกินอยู่ระหว่างผิวใบด้านหน้าและหลังใบ จะมองเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวไปมา ใบหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ และใบไม่เจริญเติบโต ต้นมะนาวจะแคระแกร็นและไม่ติตผล
  • การป้องกันกำจัด
  • หมั่นตรวจดูตามใบและยอดของมะนาว โดยเฉพาะระยะที่มะนาวเริ่มผลิใบอ่อน
  • กรณีที่ระบาดน้อยให้เด็ดใบเผาทำลาย
  • หากพบมากใหัฉีดพ่น สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาริล มาลาไธออน หรือฟอร์โมไธออน ในอัตราที่ฉลากกำหนด
  • หนอนกินใบ (หนอนแก้ว) 
  • ลักษณะอาการ
  • กัดกินใบอ่อนและยอดอ่อนของมะนาว
  • การป้องกันกำจัด
  • หมั่นตรวจตูตามใบอ่อนและยอดอ่อน เมื่อพบไข่และตัวหนอนก็จับทำลายเสีย
  • ฉีดพ่นสารเคมีกำจัตแมลงกลุ่มเมทามิโดฟอสที่มีชื่อทางการค้าว่า ทามารอน ในอัตรา 20-30 ซีซี. หรือประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้น
  • เพลื้ยไฟ 
  • ลักษณะอาการ
  • จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลการทำลายจะรุนแรงในระยะผลอ่อน นับแต่เริ่มติดผล
  • ช่วงระยะการระบาดจะขี้นอยู่กับการแตกยอดอ่อน และระยะติดผล ผลที่ถูกทำลายจะปรากฎรอยสีเทา เป็นวงบริเวณขั้วผล และก้นผลหรือเป็นขีดสีเทาตาม ความยาวของผล
  • การป้องกันกำจัด
  • เด็ดผลที่แคระแกร็น
  • ถ้าพบการทำลายของเพลี้ย ให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ได้แก่ คาร์โบชัลแฟน เปอร์เมทริน
  • ไรแดง 
  • ลักษณะอาการ
  • ใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหงิกงอ ไม่เจริญเติบโตและร่วงหล่น
  • ผลมะนาวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในเวลาต่อมา ผิวผลจะกร้าน ผลแคระแกร็น และร่วงในที่สุด 
  • การป้องกันกำจัด
  • ฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงชนิดละลายน้ำในอัตรา 4 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน ในตอนเช้า หรือตอนเย็น เพื่อป้องกันอาการใบไหม้
การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู

การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู สามารถกระทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่จะทำให้ต้นมะนาวไม่โทรมเร็วเกินไปควรปฎิบัติดังนี้

  • กันยายน ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน 1:3:3 เช่น ปุ๋ยสูตร 8:24:24 เพื่อบำรุงให้ใบแก่เร็วขื้น และเก็บอาหารไว้บำรุงดอกต่อไป 
  • ตุลาคม งดการให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะนาวมีการเก็บสะสมอาหาร จนเมื่อถึงปลายเดือนตุลาคมจึงค่อยให้น้ำเต็มที่ 
  • พฤศจิกายน มะนาวเริ่มออกดอก ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ดอกจะเริ่มบาน และเริ่มติดผล ควรป้องกันกำจัดแมลงในช่วงนี้ด้วย 
  • ธันวาคม ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน 1:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 15:15:15 หรือ 16:16:16 เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์
  • กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ผลมะนาวจะเริ่มโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้บ้าง ในระยะแรก จนกระทั่งกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเตือนเมษายน ผลมะนาวก็จะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งจะตรงกับช่วงที่มะนาวมีราคาแพงพอดี หลังจากที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15:15:15 เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ และพร้อมสำหรับการผลิตมะนาวนอกฤดูในปีต่อไป

การเก็บเกี่ยว

  • ถ้าต้นเตี้ยหรือไม่สูงมากนัก ก็เก็บโดยใช้มือปลิด
  • ถ้าต้นสูง นิยมเก็บโดยใช้มีด หรือตะขอผูกติด กับด้ามไม้รวกยาวๆ คล้อง และกระตุกผลมะนาวลงมา
  • ถ้าต้องการให้ได้ผลมะนาวที่มีคุญภาพ ไม่บอบช้ำ ก็ควรจะใช้ตะกร้อหวายในการเก็บเกี่ยว
  • ควรเก็บในขณะที่ผลเริ่มแก่ โดยสังเกตจากด้านขั้วของผลเริ่มมีสีเหลือง เล็กน้อยผิวเปลือกจะเรียบบางใส มีสีเขียวอ่อนกว่าผลที่ยังไม่แก่ เมื่อบีบดูจะค่อนข้างนุ่มมือ
  • ไม่ควรเก็บมะนาวที่แก่เกินไป เพราะเปลือกจะบางมาก ทำให้เกิดความเสียหาย ในการขนส่งได้ง่าย อีกทั้งเมื่อนำไปขายจะทำให้ขายได้ไม่นานผลเน่าเสียหายได้เร็ว

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

  • วิธีการเก็บรักษามะนาวให้ไว้ได้นาน ต้องคัดผลมะนาวเสียก่อน โดยเลือกเอาผลมะนาว ที่แก่พอเหมาะ มีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย
  • จากนั้นนำมาล้างทำความสะอาด โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกช์ ผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 15 ส่วน แช่ผลมะนาวไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำผลมะนาวมาผึ่งลมบนตะแกรง เพื่อให้สะเด็ดน้ำ
  • แล้วจึงทำการคัดขนาด และบรรจุเข่งหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ตามที่ตลาดต้องการ


เครดิต:

Saturday, July 26, 2014

ฝักผลไม้เอามาปลูกใหม่ได้ ไม่ต้องทิ้งราก

ตระกูลผักกาด
  • ผักกาดหอม บ๊อกซอย
  • ตัดส่วนใบไปทำอาหาร เหลือส่วนก้านที่ติดกับราก (รากอาจทิ้งไปตั้งแต่ก่อนถึงมือเรา)
  • น้ำใส่ถ้วย แล้วเอาผักกาดส่วนที่จะปลูกใส่ลงไป
  • วางภาชนะไว้ที่แดดส่องถึง
  • พรมน้ำบ้าง
  • 3-4 วัน รากเริ่มงอก ใบเริ่มงอกออกมาเช่นกัน
  • เมื่อรากงอกแล้ว เปลี่ยนเอาไปลงดิน
ขึ้นฉ่าย
  • ขึ้นฉ่าย หรือเซเลอรี่ เป็นผักที่นำมาปลูกซ้ำได้ง่ายมาก
  • นำก้าน และใบไปประกอบอาหาร
  • นำส่วนที่เป็นราก ใส่ชาม ใส่น้ำอุ่นนิดๆ
  • วางแก้วให้โดนแดดบ้าง
  • 1 สัปดาห์ผ่านไป ใบจะค่อยๆ งอกออก ให้นำไปปลูกลงดินต่อไป
ตะไคร้
  • ส่วนก้านที่แข็งๆ ตรงราก นำมาแช่น้ำ
  • วางไว้ในที่โดนแดด
  • 1 อาทิตย์ผ่านไป เริ่มงอก นำไปปลูกต่อลงดิน
ขิง
  • นำขิงมาปลูกลงดิน โดยดูดีๆ ว่าตรงไหนเป็นส่วนรากที่จะงอก
  • 1 อาทิตย์ผ่านไป ขิงหน่อใหม่เริ่มงอก
  • เวลาใช้ตัดมาทีละนิด จะได้ไม่ต้องปลูกใหม่
สัปปะรด
  • นำสัปปะรดตัดส่วนบนที่เป็นใบออกมา
  • นำไม้จิ้มฟันจิ้มด้านล่าง หลายๆ อัน วางไว้บนภาชนะที่มีน้ำ
  • นำภาชนะไปไว้ในที่โล่ง แดดส่องถึงในช่วงกลางวัน และเก็บเข้าบ้านในเวลากลางคืน
  • ให้น้ำวันเว้นวัน
  • เมื่อเห็นรากขอสัปปะรดงอกแล้ว ให้ย้ายลงไปปลูกในดิน
กระเทียม
  • ปักกลีบกระเทียมลงดิน
  • กลางวันเอาไว้กลางแดด
  • ถ้าอยากได้หัวกระเทียม ให้รอจนใบจะเหลือง แสดงว่าเราจะได้กระเทียมทั้งลูกแล้ว
โหระพา
  • โหระพาปลูกได้ง่ายมาก โดยนำก้านที่ยาว 4 นิ้ว ขึ้นไป ยังมีใบเหลืออยู่ไปไปแช่น้ำ อย่าให้ใบจมน้ำ
  • ไม่กีวันรากงอก
  • เมื่อรากยาวพอสมควรแล้วใหห้นำไปปลูกต่อในดิน
  • วิธีนี้ยังสามารถใช้เพื่อคงความสดของโหระพาได้อีกด้วย เพราะโหระพาจะเก็บในตู้เย็นได้ไม่นาน ถ้าเรานำก้านมาแช่น้ำไว้ รากก็จะงอก และหล่อเลี้ยงใบเอาไว้ได้ด้วย

เครดิต:
  • http://www.pooyingnaka.com/content/content.php?No=5671
  • http://www.diyncrafts.com/4732/repurpose/25-foods-can-re-grow-kitchen-scraps

Sunday, July 20, 2014

วิธีปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์

































เตรียมหลุม
  • ปลูกระยะห่าง 10 x 10 เมตร หรือ 5 x 5 วา
  • ที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 16 ต้น (ปลูกให้ห่างจากริมรั้ว 6 เมตร)
  • ขุดหลุมลึก 50 กว้าง 60 ซม. หรือ มากกว่า (ยิ่งกว้าง, ยิ่งลึก, ก็ยิ่งดี รากจะไปได้เร็ว ต้นโตเร็ว)
  • ให้รองก้นหลุมด้วยขี้วัว หรือ เศษหญ้า ใบไม้ ปุ๋ยหมัก อะไรก็ได้ เพื่อให้มีปุ๋ยใต้ดิน . ปล่อยน้ำใส่หลุมให้เปียกชุ่มหรือให้ฝนตกใส่หลุมให้เปียกชุ่มเสียก่อน
การปลูก
  • ปลูกให้ผ้าทาบอยู่เหนือดิน และปักไม้ค้ำต้นให้แน่นๆ กันลม ใช้เชือกฟาง มัดหลวมๆ รดน้ำให้เปียกฉ่ำหรือปลูกตอนฝนตก เมื่อปลูกได้ 20 วัน ก็ให้แกะผ้าทาบออกและในช่วงแรกๆ ควรใส่ใจเรื่องน้ำหลังจากนั้นค่อยทิ้งช่วง
การใส่ปุ๋ย
  • ถ้าปลูกได้ 3 เดือนแล้ว ก็เริ่มใส่ปุ๋ยได้ สูตร 15-15-15 (ประมาณ 1 กำมือ)
  • ให้ขุดเป็นวงกลมรอบๆ ต้น ใส่ปุ๋ยแล้วกลบดินทับ พอขึ้นปีที่ 2 ก็ ให้เพิ่มปริมาณปุ๋ยขึ้นป็นต้นละ 1 กระป๋องนม และให้เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาอายุของมะขาม
  • เมื่อมะขามออกฝักแล้ว ให้ใส่ปุ๋ย 13-13-21 และ ขี้วัว หรือ ขี้ไก่ ก็ได้จะช่วยให้ฝักใหญ่มีน้ำหนักมากขึ้น และให้ใส่ขี้ไก่ ขี้วัว ปุ๋ยหมัก หรือ ขี้ค้างคาว อย่างไหนก็ได้ถ้ามี จะทำให้ลูกดก ลูกใหญ่ ลูกหนา เนื้อเยอะ และลูกมีน้ำหนักมาก ถ้าใส่ก่อนมะขามออกดอกได้ก็ยิ่งดี ตั้งแต่เดือน ม.ค.เป็นต้นไป หรือ ระหว่างที่มะขามกำลังออกดอกก็ได้ จะเป็นการเปิดตาดอกและเร่งให้ออกดอกเยอะลูกใหญ่และมีน้ำหนัก
  • มะขามเปรี้ยวชอบที่แจ้งแดดมาก ถ้าปลูกในที่ร่มมะขามจะไม่โตและจะไม่ติดฝัก และถ้ามะขามติดฝักในปีแรกๆ ให้บำรุงรดน้ำใส่ปุ๋ยและเด็ดฝักอ่อนทิ้งเสียบ้างถ้าเราเก็บฝักไว้เยอะเกินไป จะทำให้ต้นโทรม มะขามเมื่อติดฝักแล้ว ต้นก็จะเริ่มโตช้าลงเพราะจะนำอาหารไปเลี้ยงฝักหมด
ระยะเวลาออกลูก / ฝัก
  • ถ้าดูแลดี 3 ปี ก็ออกลูก / ติดฝัก แล้ว
การแต่งกิ่ง
  • พออายุมะขามได้ 1 ปี 6 เดือน หรือ มีอายุ 2 ปีไปแล้วก็ให้เริ่มแต่งกิ่งได้ โดยตัดกิ่งที่อยู่ต่ำกับพื้นบางกิ่งออกเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นเวลาออกลูกจะเข้าก็บยากและฝักจะลากติดอยู่กับพิ้นดิน และให้ตัดกิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นต่อลำต้นออก เพราะกิ่งเหล่านี้จะดูดน้ำเลี้ยงของลำต้นโตยไม่จำเป็น เหลือไว้แต่กิ่งใหญ่ซึ่งเป็นกิ่งหลักๆ ก็พอ
  • พอขึ้นปีที่ 3 ก็ให้ตัดแต่งกิ่งที่มันไม่จำเป็นและกิ่งที่มันทึบออกเสียบ้างเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่งและเพื่อให้แสงแดดส่องถึงพื้น จะทำให้ต้นโตเร็วและทรงพุ่มขยายกว้างใหญ่ ฝักจะใด้ดกและใหญ่
  • พอขึ้นปีที่ 4 เป็นต้นไป ก็ให้หยุดตัดแต่งกิ่ง หรือเลือกตัดแต่งเฉพาะกิ่งที่เห็นว่าสมควรที่จะตัดออกเท่านั้น ไม่ควรตัดกิ่งฝอยออกหมด เพราะดอกมะขามจะออกตามกิ่งฝอยและปลายกิ่งหลัก
โรคของมะขามเปรี้ยวที่อาจจะเกิด
  • เช่น โรคของแมลงรบกวนมากัดกินยอดหรือใบอ่อนบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วนอีกโรคคือโรคราแป้งขาว ก็พบน้อยมากเช่นกัน เราสามารถใช้กำมะถันผงฉีดพ่นช่วงเย็นๆ ประมาณ 1-2 ครั้ง ราแป้งก็จะหายไป แต่ถ้ายังไม่หายก็ตัดกิ่งที่เป็นนั้นแล้วไปทำลายทิ้ง เพื่อป้องกันจะรุกรามไปติดต้นอื่นๆ ต่อไป
การเก็บฝัก
  • ให้ใช้กรรไกรแต่งกิ่งไม้ตัดเหนือขั้วประมาณ 1 นิ้ว ให้หลุดออกจากกิ่ง และเมื่อเก็บฝักหมดแล้วก็ให้ใส่ขี้วัว หรือ ขี้ไก่ เพื่อฟื้นฟูและบำรุงต้นไม่ให้โทรม
การตลาด
  • ยอด
  • ยอดอ่อนของมะขามเปรี้ยว เก็บไปขายในท้องตลาดได้ราคาดี
  • สามารถเก็บขายได้ทั้งปี แต่ต้องรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง เก็บขายได้ทุกวัน ยอดอ่อนมะขามโดยปรกติแล้วจะไม่มีคนปลูกเก็บเป็นอาชีพ เพราะมะขามปกติต้นสูงใหญ่ ยอดสั้น น้ำหนักเบา และถ้าเป็นมะขามธรรมชาติก็จะเก็บกินได้ปีละครั้ง
  • แต่ถ้าเป็นยอดมะขามยักษ์นั้น ทำต้นให้เตี้ยระดับความสูงที่ 1 เมตร เก็บง่ายแถมยอดยาว น้ำหนักดีเก็บขายได้ทั้งปี เป็นพืชผักที่ได้จากธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งสารเคมี
  • ยอดมะขามสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่างเช่นเป็นเครื่องเคียงผักจิ้มของหลนของน้ำพริกต่างๆ ต้มกะทิหัวปลาช่อน ต้มยำยอดมะขามอ่อน แกงคั่วยอดมะขาม ยำปลากระป๋อง แกงส้มยอดมะขาม ฯลฯ
  • ฝักอ่อน
  • ฝักอ่อนของมะขามทั่วไป จะฝักเล็ก สั้น ไม่ได้น้ำหนัก ปริมาณเปลือก และเนื้อใกล้เคียงกัน พอนำไปตำน้ำพริก จะได้รสเฝื่อนจากเปลือกไปด้วย และสีจะไม่สวยออกน้ำตาลเข้ม
  • ถ้าเป็นฝักอ่อนของมะขามยักษ์ ประมาณเนื้ออยู่ที่ 80% ของน้ำหนักฝัก จึงทำให้การนำไปตำน้ำพริกจะได้รสชาติ และความหอมสีสันที่ดีกว่ามะขามธรรมดามากๆ
  • ปัจจุบันได้นำไปทำมะขามผง เพื่อนำไปผลิตเป็นซุปมะขามส่งขายต่างประเทศ โดยขั้นตอนจะนำมะขามฝักอ่อนมา สไลด์บางๆ แล้วนำมาอบให้แห้งแล้วบดเป็นผง ก็จะได้มะขามผงแบบ 100% ซึ่งวัตถุดิบตัวนี้ถือเป็นเกรด A
  • มะขามอ่อนพันธุ์ยักษ์ สามารถนำมาล้างให้สะอาดแล้วทาน กับน้ำปลาหวาน
  • ฝักดิบ
  • ตลาดใหญ่ที่สุดที่รับซื้อฝักมะขามดิบ ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์
  • ขายได้ทั้งฝักที่ปลอกเปลือก และฝักที่ยังไม่ได้ปลอกเปลือก ตลอดถึง ฝักอ่อน (ราคาก็ขึ้นกับท้องตลาด)
  • ประโยชน์ของมะขามดิบ คือ ดอง แช่อิ่ม น้ำพริก ฯลฯ
  • ฝักแก่
  • สำหรับส่งออก บางประเทศสั่งซื้อมะขามเปรี้ยวทั้งฝักแบบเปลือกไม่แตก
  • บริษัทต่างประเทศที่ต้องการเนื้อมะขามบริสุทธิ์ 100% เขาจะสั่งมะขามแก่ทั้งฝักแล้วไปปลอกเอง ขั้นตอนนี้ต้องอยู่ในโรงงานที่มีมาตรฐาน และมีความสะอาดสูง 
  • มะขามเปียก
  • ตลาดมีทุกจังหวัด / ตลาดไท กทม / ต.วังบาล อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น
  • ตอนนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก แม้แต่ในประเทศไทยเองบางปียังต้องนำเข้าจาก พม่า ลาว เขมร
  • ส่วนประโยชน์ที่เขาจะนำไปใช้ เช่น โรงงานน้ำอัดลม, โค้ก / แป๊บซี่ / สบู่ / ยาสีฟัน / แชมพูสระผม / เครื่องสำอาง / น้ำพริก / เครื่องดื่ม / น้ำจิ้มหลายๆชนิดทั่วโลก / ทำสปาร์ (ขัดผิว) / ทำแกงส้ม / ต้มยำ / ใช้สกัดเป็นกรดที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมทั่วโลก / มะขามแก้ว / กระทิงแดง / ยา / โรงงานฟอกหนัง / สมุนไพร / และอีกจิปาถะ / และมะขามเปรี้ยวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศอเมริกา และ ประเทศแถบตะวันออกกลาง (ราคาก็ขึ้นอยู่กับท้องตลาด)
  • เมล็ดมะขาม
  • หลายประเทศที่ใช้ตัวนี้ เช่น ญี่ปุ่น นำเมล็ดมะขามมาขัดเป็นสีและบดเป็นผง นำไปเป็นส่วนผสม ทำกาว, แป้ง, แคปซูลยา, ทำสีย้อมผ้า, ทำกาแฟ, และอื่นๆ อีก มากมาย
มะขามเปรี้ยวเป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย การดูแลไม่ยุ่งยาก สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เช่น ดินลูกรัง, ดินดาน, ดินเหนียว, ดินทราย, ดินทีเหมาะสมที่สุดจะเป็นดินร่วนปนทราย, ซึ่งมีการระบายน้ำได้ดี ยกเว้นดินที่ ที่มีน้ำขังนานๆ เป็นเดือนๆ เวลาฝนตกจะทำให้รากเน่าตาย

มะขามเปรี้ยวยักษ์นี้ให้ผลดก ติดฝักง่าย ต้นไม่สูงมาก เป็นทรงพุ่มกิ่งจะขยายออกด้านข้างมีฝักขนาดใหญ่ และมีเนื้อมากกว่ามะขามเปรี้ยวทั่วๆ ไป ถ้าต้นอายุได้ 10 ปีขึ้นไปแล้ว จะให้ผลผลิต (ฝักดิบ) ประมาณต้นละ 1,000 กิโล ขึ้นไป

เนื้อมะขามเปรี้ยวยักษ์เวลาสุกจะเป็นสีแดงน้ำตาลและจะมีรสเปรี้ยวกว่ามะขามบ้านธรรมดาประมาณถึง 2 เท่า อีกทั้งยังออกดอกและติดฝักก่อนมะขามบ้านและสุกก่อนได้เก็บขายในตลาดก่อนอีกด้วย

ไร่มะขามเปรี้ยวยักษ์ ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนในเวลานี้ บ้านแม่วาก ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

สนใจกล้าพันธุ์ติดต่อมาได้ที่ โทร. 088-413-0541, 084-486-2241 (มุ้ย)

เครดิต:

การเพาะปลูกมะเขือเทศ

วิธีที่ 1 เพาะกล้าแล้วย้ายปลูก

  • โดยเตรียมแปลงกล้าอย่างประณีต ยกแปลงสูงประมาณ 1 คืบ นำปุ๋ย คอกหรือปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้าประมาณ 1-2 บุ้งกี๋ต่อ 1 ตารางเมตร ใช้เมล็ดประมาณ 30-40 กรัมหยอด ลงบนแปลงยาว 10 เมตร กว้าง 1 เมตร จะได้ต้นกล้าพอสำหรับปลูกใน พื้นที่ 1 ไร่
  • การหยอดเมล็ด ควรหยอดเป็นแถวห่างกันประมาณ 10 ซม. ลึกไม่เกิน 1 ซม. เมื่อหยอดเมล็ดแล้วกลบด้วยดินผสมปุ๋ยหมัก และคลุมแปลงด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งบาง ๆ ในช่วง 3 วันแรก รดน้ำสม่ำเสมออย่าให้ผิวหน้าดินแห้ง และถ้าแดดจัดหรือฝนตกหนักต้องคลุม แปลงด้วยผ้าไนล่อนหรือผ้าพลาสติก เพื่อป้องกันเม็ดฝนกระแทกลำต้นหรือใบเป็นรอยช้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย
  • โรคที่สำคัญในแปลงกล้าคือ โรคโคนเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฝนตกติดต่อกันความชื้นในอากาศและที่ผิวดินสูง ป้องกันโดยนำเศษฟางหรือหญ้าที่ ใช้คลุมแปลงออกให้หมด เพื่อให้แปลงกล้าโปร่งและการระบายอากาศดี แล้วฉีดพ่นด้วยยากันรา
  • ในช่วงที่กล้ามะเขือเทศอายุประมาณ 17-22 วัน ควรลดปริมาณน้ำที่ให้ลง และให้กล้าได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ต้นกล้าจะแข็งแรง เหนียว ไม่อวบฉ่ำน้ำ ซึ่งมีผลให้กล้ารอดตายมากหลังจาก
  • ย้ายกล้า โดยทั่วไปการย้ายกล้าลงแปลงปลูกมัจะใช้กล้าอายุประมาณ 21-25 วัน หลังจากหยอดเมล็ดหรือเมื่อกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ 

วิธีที่ 2 หยอดเมล็ดลงแปลงปลูกโดยตรง

  • ใช้ในกรณีที่สามารถให้น้ำได้ง่ายแต่จะเสียเวลาและแรงงาน ในการดูแลรักษามากกว่า อีกทั้งต้องใช้ เมล็ดพันธุ์มากขึ้นเป็น 80-100 กรัมต่อไร่ 
  • สำหรับระยะปลูกที่เหมาะสม ควรใช้ระยะระหว่างแถว 1 แถว ระยะระหว่างต้น 25-50 ซม. ปลูก 1 ต้นต่อหลุม ถ้าใช้ระยะปลูกแคบจะได้ ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น แต่การควบคุมโรคและการปฏิบัติงานอื่น จะยุ่งยากขึ้นด้วย ในฤดูแล้งควรปลูกถี่ ส่วนในฤดูฝนควรใช้ระยะปลูกห่าง เนื่องจากมะเขือเทศเจริญเติบโตดี มีทรงพุ่มสูงใหญ่กว่าฤดูอื่น

เครดิต:

Saturday, July 12, 2014

เทคนิคการปลูกมะเขือเทศ

สภาพอากาศที่เหมาะสม

  • ฤดูหนาว เป็นฤดูที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18-28 องศาเซลเซียส ซึ่งต้นจะแข็งแรงและติดผลมาก
  • ถ้าความชื้นของอากาศและอุณหภูมิสูงจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพลดลง และทำให้เกิดโรคต่างๆ ง่าย
  • ปัญหาการปลูกมะเขือเทศในฤดูฝนคือ ในฤดูฝนมีความชื้นและอุณหภูมิเหมาะแก่การเจริญเติบโตของโรคหลายชนิด และมะเขือเทศบางพันธุ์ผลจะแตกง่ายเมื่อฝนตก
  • การปลูกมะเขือเทศในฤดูฝน สิ่งที่จะต้องปฏิบัติคือ
  • เลือกพื้นที่ปลูกที่สูงมีการระบายน้ำดีเป็นพิเศษ
  • ดินมีสภาพเป็นกลาง คือมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.5-6.8
  • ใช้พันธุ์ที่เหมาะสมคือให้ผลดกในฤดูฝนและฤดูร้อน
  • มีการปฏิบัติรักษาอย่างถูกต้องดีคือ เตรียมดินใส่ปุ๋ยถูกต้อง ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและบ่อยครั้งเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้โรคทำลายก่อนแล้วจึงคิดป้องกันกำจัด ปกติผู้ปลูกที่ประสบความสำเร็จมักใช้สารป้องกันกำจัดแมลงและเชื้อราสูงกว่าในฤดูปกติ 

สภาพดินและการเตรียมดิน

  • ดินที่เหมาะสมในการปลูกมะเขือเทศมากที่สุด ควรเป็นดินร่วนมีอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำดี ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH) ประมาณ 6.5-6.8 ถ้าดินเป็นกรดหรือด่างมากเกินไปจะทำให้ดินขาดธาตุอาหารบางอย่างได้ หรือธาตุอาหารบางชนิดสามารถละลายออกมาได้มากเกินไปจนเป็นเหตุให้เป็นพิษต่อต้นพืช สามารถทราบปริมาณธาตุอาหารต่างๆ ในดินบริเวณ  โดยการส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์
  • การปลูกมะเขือเทศโดยทั่วไปไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม หรือในพื้นที่ปลูกพืชในตระกูลเดียวกันกับมะเขือเทศมาก่อน เช่น พริก มะเขือและยาสูบ เป็นต้น เพราะอาจมีเชื้อโรคสะสมอยู่ในดิน ซึ่งเป็นโอกาสให้มะเขือเทศเป็นโรคได้ง่าย
  • การเตรียมดินสำหรับปลูกมะเขือเทศต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ดินต้องมีการระบายน้ำดี กำจัดวัชพืชให้หมด เพราะวัชพืชนอกจากจะแย่งน้ำ อาหารและแสงแดดแล้วยังเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงได้อย่างดีอีกด้วย ดังนั้นถ้าหากมีการเตรียมดินให้ดีตั้งแต่เริ่มแรกจะป้องกันการงอกของวัชพืชไปได้นาน
  • ควรเตรียมดินให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ถ้าใช้เครื่องทุ่นแรงหรือรถไถ 2-3 ครั้ง โดยไถกลบดินไปมาและตากดินให้แห้ง 3-4 อาทิตย์ แล้วย่อยดินให้ละเอียดพอควร อย่าให้ละเอียดมากเกินไป เพราะมะเขือเทศต้องการสภาพดินที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้
  • ถ้าหากดินเป็นกรดหรือเสื่อมสภาพจากปุ๋ยเคมี ให้ใช้สารปรับสภาพดินชนิดน้ำ “ไดนาไมท์” อัตราตามที่แนะนำ (ไดนาไมท์ 1 ลิตรต่อพื้นที่ 3-5 ไร่ ผสมน้ำและปล่อยไปกับระบบน้ำ) หรือ ผสมน้ำ อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นบริเวณผิวดินให้ชุ่มทั่วแปลง ก่อนการเพาะปลูก 2 อาทิตย์
การเพาะกล้า
ทำได้ 2 วิธี คือ
  • กระบะเพาะ
  • นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าจำนวนไม่มากนัก
  • วิธีนี้จะสามารถเพาะได้ดีเนื่องจากใช้ดินจำนวนน้อย สามารถนำดินมาอบฆ่าเชื้อโรคก่อนทำการเพาะได้
  • สารเคมีที่ใช้ในการอบดิน ได้แก่ เมทิลโบรโมด์ คลอโรพิคริน หรือจะใช้เมอร์คิวริคคลอไรด์ ในอัตรา 1 ส่วน ต่อน้ำ 2,000 ส่วน นำไปรดดินที่จะเพาะ แล้วทิ้งไว้ 2 อาทิตย์ก่อนเพาะ
  • แต่ถ้าหากไม่สามารถจะทำได้ ก็ใช้วิธีนำดินไปอบด้วยไอน้ำร้อน หรือตากดินที่จะใช้เพาะให้ดีก่อนประมาณ 3-4 อาทิตย์ หรือเลือกดินที่ปราศจากโรคมาเป็นส่วนผสม โดยสังเกตว่าดินนั้นปลูกพืชแล้วพืชไม่เคยเป็นเคยเป็นโรคมาก่อน หรือเป็นดินที่ไม่เคยปลูกพืชมาก่อนก็ใช้ได้
  • กระบะที่ใช้เพาะเมล็ดควรมีขนาดประมาณ 45 x 60 เซนติเมตร (หรือภาชนะที่พอจะหาได้) ลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร มีรูระบายน้ำได้
  • ใส่ดินที่ร่อนแล้ว 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ทรายหรือแกลบ 1 ส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • ปรับผิวหน้าดินให้เรียบ แล้วโรยเมล็ดเป็นแถวโดยการใช้ไม้ทาบเป็นร่องเล็กๆ ระยะห่างกันระหว่างแถวประมาณ 5-7 เซนติเมตร
  • กลบเมล็ดด้วยแกลบหรือทรายบางๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่มใช้ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตราส่วน 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร(1:200) ผสมน้ำรด เพื่อป้องกันมด แมลงเข้าทำลาย และกระตุ้นการงอกของเมล็ดได้ดี
  • เมื่อกล้าอายุได้ 15 วัน หรือมีใบจริง 2 ใบ ให้ย้ายกล้าลงใส่ถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว ซึ่งบรรจุดินผสมอยู่
  • อาจใช้ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตราส่วน 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร(1:200) ผสมน้ำรดอีก 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต เพิ่มความแข็งแรงให้กล้า ทำให้สามารถย้ายลงปลูกได้เร็วขึ้น
  • เมื่อกล้าสูงประมาณ 1 คืบ หรือมีอายุ 30-35 วัน  จึงทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูก โดยใช้มีดกรีดถุงพลาสติกให้ขาดเพื่อไม่ให้รากกระทบกระเทือน
  • ก่อนย้ายกล้าควรงดให้น้ำ 1 วัน เพื่อให้ดินในถุงจับตัวแน่น จะสะดวกต่อการย้ายกล้ามาก
  • อย่างไรก็ตามเมื่อกล้ามีใบจริง 2-3 ใบ หากไม่ย้ายกล้าลงถุงพลาสติก ก็ควรชำต้นกล้าให้เป็นแถวในแปลงชำ ซึ่งเตรียมดินให้ร่วนซุย โดยการใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แท้ เกรด AAA “ตรายักษ์เขียว” สูตร เข้มข้น (แถบเขียว) ในอัตรา 1-2 กำมือต่อ 1 ตารางเมตร
  • ขนาดแปลงชำกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่พื้นที่และปริมาณของต้นกล้า
  • ระยะปลูกระหว่างแถว 10 เซนติเมตร ระหว่างต้น 10 เซนติเมตร
  • เมื่อกล้าสูงประมาณ 1 คืบ หรือมีอายุ 30-35 วัน ก็ย้ายลงแปลงปลูกจริง โดยก่อนย้ายจะต้องรดน้ำในแปลงชำให้ชุ่มเสียก่อน เพื่อความสะดวกในการถอนต้นกล้า และรากต้นกล้าจะไม่ขาดและกระทบกระเทือนมาก
  • แปลงเพาะ
  • นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการต้นกล้าเป็นจำนวนมาก
  • ขนาดแปลงเพาะก็เช่นเดียวกับแปลงชำ คือขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่พื้นที่หรือปริมาณกล้าที่ต้องการ ทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร
  • ผสมดินด้วยปุ๋ยคอกและทรายตามอัตราส่วน 3: 1 เช่นกัน
  • ทำการเพาะเมล็ดโดยโรยเมล็ดเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร
  • ใช้ไบโอเฟอร์ทิล (สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตราส่วน 100 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร (1:200) ผสมน้ำรด เพื่อป้องกันมด แมลงเข้าทำลาย และกระตุ้นการงอกของเมล็ดได้ดี
  • เมื่อกล้ามีอายุ 25-30 วัน หรือมีใบจริง 2-3 ใบ ก็สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้
  • แปลงเพาะควรมีตาข่าย หรือผ้าดิบคลุมแปลงเพื่อป้องกันแดด ลม และฝน ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ต้นอ่อนให้ถึงตายหรือเกิดโรคได้
  • ถ้าจะให้ได้ผลดีควรเปิดให้รับแสงแดดถึง 3 โมงเช้าและเปิดอีกครั้งเมื่อ 4 โมงเย็น
  • ในกรณีที่หาวัสดุหรือผ้าคลุมแปลงไม่ได้และไม่ใช่ฤดูฝน อาจจะใช้ฟางข้าวใหม่มาคลุมบางๆ หลังจากโรยเมล็ดและกลบดินเรียบร้อยแล้ว
  • เมื่อเมล็ดงอกแล้วค่อยๆ ดึงเอาฟางออกบ้าง เพื่อให้ต้นกล้าโผล่พ้นฟางได้ง่าย และต้นกล้าจะได้แข็งแรง
  • เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศนั้นมีราคาแพง ดังนั้นก่อนจะเพาะกล้า ควรจะได้ทดลองหาความงอกของเมล็ดเสียก่อนว่ามีความงอกเท่าไร (กี่เปอร์เซ็นต์) โดยใช้วิธีเพาะเมล็ดในกระดาษเพาะเมล็ดโดยตรงหรือถ้าไม่มีก็ใช้กระดาษฟางชื้น หรือในกระบะทรายก็ได้โดยใช้เมล็ด 100 เมล็ด หลังจากเพาะได้ 10-15 วัน นับจำนวนต้นที่งอกเป็นเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด
การปลูก

  • แปลงปลูกควรไถพรวนและปรับระดับดินให้เรียบสม่ำเสมอกันแล้ว ยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร ปลูกเป็นแถวคู่ระยะระหว่างแถว 70 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร
  • รองก้นหลุมปลูกด้วยวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แท้ เกรด AAA “ตรายักษ์เขียว” สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กำมือต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากันและโรยชีวภัณฑ์กำจัดโรคราไตรโคแม็ก อัตรา 5 กรัม ต่อหลุม เพื่อป้องกันโรคเหี่ยวเหลือง และป้องกันกล้าเน่าตาย
  • แล้วจึงย้ายกล้าลงหลุมปลูกหลุมละ 1-2 ต้น กลบดินให้เสมอระดับผิวดินอย่าให้เป็นแอ่งหรือเป็นหลุม เพราะจะทำให้น้ำขังและต้นกล้าเน่าตายได้ ถ้าปลูกขณะที่ฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด
  • ถ้าปลูกในฤดูหนาวหรือฤดูแล้งควรจะกลบดินให้ต่ำกว่าระดับหลุมเล็กน้อย
  • สำหรับการย้ายกล้าลงแปลงปลูกนี้ต้องเลือกต้นกล้า ที่มีลักษณะดี มียอดและปราศจากโรคและแมลงรบกวน ถ้าเป็นการย้ายกล้าจากแปลงเพาะหรือแปลงชำมาลงปลูกโดยตรง ควรย้ายปลูกในเวลาที่อากาศไม่ร้อนคือในตอนบ่ายหรือตอนเย็น เมื่อย้ายเสร็จให้รีบรดน้ำตามทันทีจะทำให้กล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น และเปอร์เซ็นต์การตายน้อยลง แต่ถ้าเป็นการย้ายกล้าที่ชำในถุงพลาสติก สามารถย้ายลงแปลงได้ทุกเวลา กล้าจะตั้งตัวได้เร็วและรอดตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
  • หลังจากย้ายกล้าแล้วรดน้ำกล้าให้ชุ่มทุกเช้า-เย็น เมื่อกล้าตั้งตัวดีแล้ว จึงควรรดน้ำเพียงวันละครั้งในบางแห่งอาจจะให้น้ำแบบเข้าตามร่องแปลงจนชุ่ม แล้ว ปล่อยน้ำออก วิธีนี้สามารถจะทำให้มะเขือเทศได้รับน้ำอย่างเต็มที่และอยู่ได้ถึง 7-10 วัน 

การพรวนดินกลบโคนต้น

  • เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วควรพรวนดินกลบโคนต้น โดยเปิดเป็นร่องระหว่างแถว เพื่อให้การให้น้ำทำได้สะดวก น้ำไม่ขัง และทำให้รากมะเขือเทศเกิดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นแข็งแรงมากขึ้น
  • การพรวนดินกลบโคนก็เป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัวด้วย หลังจากพรวนดินกลบโคนครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นอีก 1 เดือนให้ทำการกลบโคนอีกครั้งหนึ่ง

การให้น้ำ

  • มะเขือเทศต้องการน้ำสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงผลเริ่มแก่ (ผลมีการเปลี่ยนสี)
  • หลังจากนั้นควรลดการให้น้ำลง มิฉะนั้นอาจทำให้ผลแตกได้
  • การรดน้ำมากเกินไปจะทำให้ดินชื้น ซึ่งทำให้เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคเน่าเจริญได้ดี
  • แต่หากมะเขือเทศขาดน้ำ และให้น้ำอย่างกะทันหันก็จะทำให้ผลแตกได้เช่นกัน

การเก็บเกี่ยว
  • การเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วเมื่อปลูกได้ประมาณ 30-45 วัน มะเขือเทศจะเริ่มออกดอก และจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 70-90 วัน และจากเริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวหมดประมาณ 4-5 เดือน (ในแปลงของเกษตรกรที่ใช้ไบโอเฟอร์ทิลเป็นประจำ จะเก็บเกี่ยวได้นานเพิ่มขึ้น เฉลี่ยประมาณ 1 เดือน)
การผลิตและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์
  • พันธุ์มะเขือเทศที่ปลูกหากไม่ใช่เป็นพันธุ์ลูกผสมแล้ว เกษตรกรก็สามารถจะทำการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองต่อไปได้ โดยจะต้องคัดเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นซึ่งสมบูรณ์มีการเจริญเติบโตดี ปราศจากโรคและแมลงรบกวน มีผลดกซึ่งมีคุณภาพดีตรงตามพันธุ์ ถ้าในบริเวณเดียวกันนั้นมีการปลูกมะเขือเทศหลายพันธุ์ก็จำเป็นจะต้องเลือกเก็บพันธุ์จากต้นซึ่งอยู่กลางแถว ไม่ควรเก็บจากต้นซึ่งอยู่แถวนอก ทั้งนี้เนื่องจากในธรรมชาติมะเขือเทศจะเป็นพืชที่มีการผสมตัวเองก็ตามแต่เปอร์เซ็นต์การผสมข้ามก็มีอยู่บ้าง โดยลมและแมลงเป็นสื่อช่วยผสม จะพบมากกับพันธุ์ที่มีก้านชูเกสรตัวเมียยืดยาวโผล่พ้นออกมาจากหมวกเกสรตัวผู้
  • การเลือกต้นมะเขือเทศสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์จะต้อง คอยสังเกตทุกระยะการเจริญเติบโต เมื่อเลือกต้นได้แล้วควรหาไม้ปักต้นหรือทำเครื่องหมายที่ต้นเอาไว้เพื่อแสดงว่าเป็นต้นที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์แล้วปล่อยให้ผลสุกแดงคาต้น
  • เมื่อเก็บผลมาแล้ว ทำการแยกเมล็ดออกจากผล ถ้ามีจำนวนน้อยควรใช้วิธีใช้มือบีบเมล็ดออกจากผล หรือใช้มีดผ่าแคะเอาเมล็ดออกมา
  • ถ้าต้องการพันธุ์จำนวนมากๆ ให้นำผลใส่กระสอบปุ๋ยแล้วใช้เหยียบผลให้แตกจากนั้นหมักเมล็ดไว้ 1 คืน ห้ามถูกน้ำโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เมล็ดงอก
  • รุ่งขึ้นนำเมล็ดที่หมักไว้นั้นไปล้างด้วยน้ำ โดยใช้ตะแกรงที่มีรูเล็กๆ หรือใช้ตาข่ายมุ้งลวดพลาสติกมาเย็บเป็นถุงใส่เมล็ดแล้วล้างด้วยน้ำประมาณ 2-3 ครั้ง จนสะอาดแล้วนำเมล็ดมาผึ่งบนเสื่อหรือกระด้ง ห้ามตากบนพื้นปูนหรือภาชนะโลหะเพราะทำให้เมล็ดร้อนเกินไปและตายได้
  • ขณะตากเมล็ดให้หมั่นเอามือกวนเมล็ดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เมล็ดติดกัน เมื่อเมล็ดแห้งดีแล้วควรทำความสะอาดเมล็ดเอาฝุ่นผงและสิ่งเจือปนออกให้หมด แล้วเก็บเมล็ดใส่กระป๋องหรือถุงพลาสติกแล้วเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นต่ำ มีการถ่ายเทอากาศดีหรือเก็บเมล็ดไว้ในตู้เย็นจะสามารถเก็บเมล็ดได้นานหลายปี
  • การหมักเมล็ด หากต้องการความสะอาดรวดเร็วไม่ต้องหมักเมล็ดค้างคืนก็ได้ โดยนำเมล็ดซึ่งได้แยกเนื้อออกแล้วตามกรรมวิธีข้างต้นมาใส่ในถังพลาสติกหรือ ภาชนะอื่นๆ ที่ไม่ใช่โลหะ ใส่กรดเกลือเข้มข้น ในอัตราเมล็ดประมาณ 1 กิโลกรัมต่อกรด 10 ซีซี. โดยค่อยๆ หยดกรดลงไปแล้วคนอยู่ตลอดเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วจึงนำมาล้างด้วยน้ำสะอาดให้หมดกรดแล้วผึ่งเมล็ดให้แห้งตามวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

เครดิต:
  • http://xn--22c6b2a4axq4czdd.blogspot.com/2012/10/blog-post_8954.html

Saturday, July 5, 2014

โครงการ 1 ไร่ 1 แสน

เครดิต:

  • http://scf.or.th/upload/forum/ThaiFarmerBook1.pdf
  • http://scf.or.th/upload/forum/ThaiFarmerBook2.pdf
  • http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=81274.16

Thursday, July 3, 2014

กฎธรรมชาติ 10 ประการ ที่ผู้รักการปลูกผักไม่ใช้สารเคมีควรรู้

กฎธรรมชาติ 10 ประการที่ท่านสิทธิการิยะ ครูเกษตรธรรมชาติ ผู้ศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องการปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมีมาเกือบ 20 ปี ได้กล่าวไว้

  1. ต้องให้อินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชกระจายสม่ำเสมอในดิน
  2. ต้นพืชแต่ละสายพันธุ์ต้องการปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เท่ากัน
  3. ควรปลูกพืชต้นเดียวต่อหลุม
  4. ต้องตัดแต่งกิ่งให้สมดุลกับระยะปลูก
  5. ต้นพืชจะถูกแมลงปีกแข็งกัดกินใบ ถ้าได้รับธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ
  6. ต้นพืชจะถูกหนอนกัดกินใบ ถ้าได้รับธาตุอาหารพืชมากเกินไป
  7. ต้นพืชจะถูกเพลี้ยดูดกินน้ำเลี้ยง ถ้ารากพืชได้รับอันตราย
  8. ต้นพืชจะมีโรคพืชเข้าทำลายใบ ถ้าได้รับธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของยอดอ่อนหรือกำลังติดผล
  9. ต้นพืชจะเป็นโรคที่ราก ถ้าดินปลูกขาดอินทรียวัตถุ
  10. สัตว์อาศัยกลิ่นในการหาอาหาร ดังนั้นการใช้มูลสัตว์หรือน้ำจากมูลสัตว์สามารถป้องกันหนูและแมลงบางชนิดได้ 


เข้าใจธรรมชาติของพืชที่จะปลูก

  • เช่น พืชที่ปลูกชอบอากาศอย่างไร ชอบน้ำ ชอบแสงแค่ไหน 

เข้าใจสภาวะแวดล้อม

  • เช่น มีพื้นที่จำกัด ต้องปลูกผักในภาชนะ ต้องทำดินให้สมบูรณ์มากเป็นพิเศษกว่าปลูกในแปลง ซึ่งมีดินและอาหารมากกว่า

รู้จักตนเอง

  • มีเวลาในการดูแลมากแค่ไหน ซึ่งก็จะนำไปสู่การรู้จักเลือกผักที่จะปลูกให้เหมาะสมต่อไป



เครดิต:
http://www.thaicityfarm.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=411&auto_id=29&TopicPk=

Tuesday, June 24, 2014

มะระขี้นก

มะระขี้นก


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantin Linn
วงศ์ : Cucurbitaceae
ชื่ออังกฤษ : Balsam apple, Balsam pear, Bitter cucumber, Bitter gourd,Bitter melon, Carilla fruit

ชื่ออื่น ๆ : ผักไห่ มะไห่ มะนอย มะห่วย ผักไซ (เหนือ) สุพะซู สุพะเด (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะร้อยรู (กลาง) ผักเหย (สงขลา) ผักไห (นครศรีธรรมราช) ระ (ใต้) ผักสะไล ผักไส่ (อีสาน) โกควยเกี๋ยะ โควกวย (จีน) มะระเล็ก มะระขี้นก (ทั่วไป)

มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจนิยมบริโภคผลและยอดอ่อน มีรสขม พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เป็นพืชที่ปลูกง่ายชอบอากาศร้อน ในทางโภชนาการเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารอีกหลายชนิดด้วยกัน นอกจากนี้แล้วคุณค่าทางยานั้นยังเป็นสมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน รักษาโรคเอดส์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง แก้ไข แก้ร้อนในกระหายน้ำ เป็นต้น

คนไทยส่วนใหญ่รู้คุณค่าและประโยชน์ของสมุนไพรจากการถ่ายทอดสืบต่อจากบรรพบุรุษและจากประสบการณ์ว่าสมุนไพรช่วยป้องกันโรคและบรรเทาอาการของโรคได้ ดังนั้นเราคนไทยหันมากินของไทย อยู่อย่างไทย ด้วยการอนุรักษ์สมุนไพรไทยที่ยังเหลืออยู่ต่อไป

มะระขี้นกเป็นผักพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน เขตร้อนของเอเซียและทางตอนเหนือของอัฟริกาเขตร้อน เป็นพืชผักที่สามารถขึ้นได้เองตาม ธรรมชาติ ชาวบ้านมักนำมาปลูกตามสวนหรือริมรั้ว มะระขี้นกเป็นไม้เถาขนาดเล็กที่มี คุณประโยชน์แก่ร่างกายสูง ทั้งด้านคุณค่าทางอาหาร คือ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย วิตามิน A, B1, B2, C ไนอาซีน และไทอามีน

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทางยา คือ ลดน้ำตาลในเลือด (แก้โรคเบาหวาน) รักษาโรคเอดส์ และต้านเชื้อ HIV ต้านมะเร็ง ใช้เป็นยาถ่าย แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ รักษาชันนะตุและโรคผิวหนังต่าง ๆ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วรสขมของมะระขี้นกยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วยสามารถบำบัดโรคเบาหวานได้เนื่องจากมีสาร charantin ช่วยลดน้ำตาลในเลือดสามารถบำบัดโรคเบาหวานได้เนื่องจากมีสาร charantin ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และ มะระยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี ไนอาซีน และเบต้าแคโรทีน อยู่ในระดับสูง มะระมีสารโบมอร์ดิซิน ผลอ่อนของมะระขี้นกให้วิตามินซี และเบต้าแคโรทีนสูง

นอกจากนี้ ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมใช้มะระขี้นกเป็นยารับประทานแก้ไข้ แก้หวัด โดยใช้ทั้งผล ราก ใบ ดอก เถา อย่างละกำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดสัก 20-30 นาที ดื่มน้ำ 1/2-1 แก้วก่อนอาหาร ทำติดต่อกัน 3-4 วัน อาการจะดีขึ้น หรือนำไปลวกหรือต้มสุกก่อน แล้วกินเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก หรือถ้ากลัวขมอาจนำไปหั่นเป็นแว่นๆ ทอดกับไข่ หรือทำเป็นแกงจืดต้มซี่โครงหมูก็ได้

การใช้มะระขี้นกในทางยาจำเป็นต้องระมัดระวังในกับบุคคลบางกลุ่ม เช่น ในหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้ตกเลือด เกิดการบีบตัวของมดลูกรุนแรงและทำให้แท้งได้ และมีรายงานว่าชั้นเคลือบเมล็ดของมะระขี้นกเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยจะทำให้อาเจียน ท้องเสีย และเสียชีวิตได้

สิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ การรับประทานเมล็ดซึ่งมีสารกลุ่มไพริมิดีนนิวคลีโอไซด์ที่ชื่อว่า ไวซิน (Vicine) อาจจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดท้อง และอาการโคม่าได้ ดังนั้น พึงระลึกว่าเมล็ดของมะระขี้นกอาจมีพิษ หากจะนำผลมะระขี้นกมาทำยารับประทานต้องแกะเมล็ดออกเสมอ (แสงไทย, 2544)

มะระมีต้นกำเนิดจากประเทศจีน เป็นมะระผลใหญ่ ยาวอวบ ผิวขรุขระ สีเขียวอ่อนๆนวลสวย เป็นผักผลเดียวกับฟักแฟงแตงบวบ อยู่ในวงศ์ Cucurbitaeae

ความขมของมะระเกิดจากสารอัลคาลอยด์ชนิดหนึ่ง ชื่อโมโมดิซิน (Momodicine) ซึ่งรสขม เป็นความขมที่เป็นยา ช่วยเจริญอาหาร ช่วยระบายท้อง แพทย์แผนไทยใช้ทั้งใบ ผล เมล็ดและรากของมะระเป็นยา เช่น ใบมีรสขม คั้นเอาแต่น้ำดื่ม แก้ท่อน้ำดีอักเสบช่วยเจริญอาหาร ถ้าใช้มากทำให้อาเจียน แก้ไขตัวร้อน ดับพิษร้อน แก้อักเสบฟกช้ำ ผลมะระที่มีรสขมจัด เชื่อว่าบำรุงน้ำดี บำรุงร่างกาย แก้ตับม้ามอักเสบ ขับพยาธิ แก้อักเสบจากพิษต่างๆ ผลสุกจะมีสารชาไปนินมาก กินเข้าไปอาจทำให้ท้องร่วงและอาเจียน ไม่ควรรับประทาน ส่วนเมล็ดรสขมมีฤทธิ์ขับพยาธิตัวกลม รากก็ขมให้ต้มดื่ม แก้ไข้ รักษาโรคริดสีดวงทวาร

มะระขี้นก หรือมะระไทย (Momordica charantia Linn.) เป็นพืชในวงศ์ Cucurbitaceae มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ภาคเหนือเรียกมะนอย มะห่อยหรือมะไห่ ภาคอีสานเรียกผักไซหรือผักใส่ ภาคใต้เรียกผักเหย ผักไหหรือมะร้อยรู นอกจากชื่อแต่ละถิ่นแล้ว ชื่ออังกฤษยังมีหลายชื่อ เช่น Balsam Pear, Bitter Cucumber, Leprosy Gourd, Bitter Gourd เป็นต้น

มะระขี้นกเป็นพืชพื้นเมืองในประเทศเขตร้อนชื้น หลายประเทศในทวีปเอเชียรับประทานเป็นผัก ชาวอินเดียปรุงเป็นแกง ชาวศรีลังกานำไปปรุงเป็นผักดอง และชาวอินโดนีเซียรับประทานเป็นผักสด ผลมะระขี้นก 100 กรัมให้พลังงานต่อร่างกาย 17 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 12 กรัม แคลเซียม 3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 5 มิลลิกรัม เหล็ก 0.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 2924 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.05 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 190 มิลลิกรัม และยังมีการวิเคราะห์สารอาหารจากยอดอ่อนของมะระพบว่ามีวิตามินเอค่อนข้างสูง

ประเทศไทยเองมีมะระขี้นกขึ้นเป็นวัชพืชอยู่มากมาย ในขณะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่จะมากขึ้นคงถึงเวลาที่คนไทยจะรู้จักใช้ประโยชน์จากวัชพืชที่มีอยู่ ไม่ต้องรอให้ฝรั่งทำน้ำมะระขี้นกมาขายแล้วคนไทยค่อยหันมาเห่อกันหรอกนะ (นันทวัน บุณยะประภัศร. 2536.)

ลักษณะของพืช 


  • มะระขี้นก เป็นไม้เถา มีมือเกาะลำต้น เลื้อยพาดพันตามต้นไม้ หรือตามร้าน อายุเพียง 1 ปี ลำต้นมีสีเขียว ขนาดเล็กยาว ผิวมีขนขึ้นประปราย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะใบหยักเว้าลึกเข้าไปในตัวใบ 5-6 หยัก ปลายใบแหลม ใบมีสีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมเล็กน้อย ใบกว้าง 4.5-11.5 เซนติเมตร ยาว 3.5-10 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลือง ออกบริเวณง่ามใบ ดอกแยกเพศกัน แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้มีกลีบเลี้ยงห่อหุ้มเอาไว้ กลีบดอกรูปขอบขนาน หรือรูปไข่ หรือพบทั้งสองแบ ผลมะระมีรูปร่างคล้ายกระสวย ผิวขรุขระ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3.5 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร เมื่อผลแก่จัดจะเห็นเป็นสีส้ม หรือแดงอมส้ม ผลคล้ายมะระจีน แต่มีขนาดใหญ่กว่า เมล็ดรูปไข่ตลับ ทุกส่วนที่อยู่เหนือดิน ของพืชมีรสขม 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

  • ราก (root) เป็นพวก cap root system มีรากแก้วแทงลงไปในดินและมีรากแขนงแตกออกไปจากรากแก้วอีก
  • ลำต้น (stem) ลักษณะเป็นเถาเลื้อยมีสีเขียวขนาดเล็ก เป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม มีขนอยู่ทั่วไป มีมือเกาะที่เจริญออกมาจากส่วนของข้อ ใช้สำหรับยึดจับ
  • ใบ (leaves) เป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือมีสีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมเล็กน้อย เมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวเข้ม ออกเรียงสลับกัน ก้านใบยาว ขอบใบเว้าหยักลึกเข้าไปในตัวใบ 5 – 7 หยัก ปลายใบแหลม ใบกว้าง 4.5 – 11.5 เซนติเมตร ยาว 3.5 – 10 เซนติเมตร เส้นใบแยกออกจากจุดเดียวกัน แล้วแตกออกเป็นร่างแห
  • ดอก (flower) เป็นดอกเดี่ยว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกเพศกัน อยู่ในต้นเดียวกัน เจริญมาจากข้อ
  • ดอกตัวผู้ (staminate flower) เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 1.5 นิ้ว กลีบนอก 5 กลีบ สีเขียวปนเหลือง กลีบในมี 5 กลีบ สีเหลืองสด เกสรตัวผู้มี 3 อัน แต่ละอันจะมีเรณูและก้านชูเกสรตัวผู้อย่างละ 3 อัน เจริญออกมาก่อนดอกตัวเมีย
  • ดอกตัวเมีย (pisttillate flower) เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 1.5 นิ้ว มีรังไข่แบบ infarior ovary ประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ สีเขียวปนเหลือง กลีบใน 5 กลีบ สีเหลืองสด เกสรตัวเมียมีรังไข่ 1 อัน stima 3 คู่ ก้านชูเกสรตัวเมีย 3 อัน
  • ผล (fruit) รูปร่างคล้ายกระสวยสั้น ๆ ผิวเปลือกขรุขระและมีปุ่มยื่นออกมา ผลอ่อนมี สีเขียว เมื่อแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมแดง ปลายผลจะแตกอ้าเป็น 3 แฉก ผลยาว 5 – 7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางผล 2 – 4 เซนติเมตรเมล็ด (seed) เมื่อแก่เต็มที่มีเมือกสีแดงสดห่อหุ้มเมล็ดอยู่ เมล็ดมีรูปร่างกลม รี แบน ปลายแหลมสีฟางข้าว (สถาบันการแพทย์ไทย, 2541)
สภาพแวดล้อมในการผลิต 

  • ดิน สามารถขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่ปลูกได้ผลดีที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย ซึ่งมีการระบายน้ำดีความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เป็นกรดเล็กน้อยถึงปานกลางแสงแดด ชอบแสงแดดเต็มที่ตลอดวันความชื้น ในดินสูงสม่ำเสมอเพียงพออุณหภูมิ ช่วงที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18 – 25 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี 
การเตรียมดิน 

  • แปลงปลูก มะระขี้นกเป็นผักที่มีระบบรากลึกปานกลาง ควรไถดินลึกประมาณ 20 – 25 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วเข้าไปให้มาก เพื่อปรับปรุงสภาพทางกายของดิน แล้วยกร่องเล็ก ๆ ยาวไปตามพื้นที่ระบบปลูก นิยมระบบแถวคู่ระยะปลูก ระยะที่เหมาะสมคือ ระยะระหว่างต้น 50 – 75 เซนติเมตร และระยะระหว่างแถว 1 เมตร(กรมส่งเสริมการเกษตร) 

การทำค้าง 
  • ถ้าใช้ไม้ไผ่ต้องนำมาผ่าเป็นซีกเล็กๆกว้าง 2.3 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร ถ้าใช้ไม้รวกก็ไม่ต้องผ่า ใช้ไม้รวกยาวประมาณ 2 เมตร เช่นกัน ปักไม้ลงไปข้างๆ หลุม แล้วรวบปลายไม้เข้าด้วยกันเป็นรูปจั่ว มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ แล้วใช้ไม้ยาววางพาดข้างบนอีกทีหนึ่ง ตามร่องใช้ยอดไม้รวกปักเพื่อให้มะระขึ้นไปได้ 

วิธีปลูกและการปฏิบัติดูแลรักษา 

  • หยอดเมล็ดโดยตรงลงในแปลง หลุมละ 3 – 4 เมล็ด ลึกลงไปในดินประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว หรือดินผสม รดน้ำให้ชุ่ม คลุมฟางแห้งหรือหญ้าแห้งที่สะอาดให้หนาพอควร เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ ถอนแยกต้นที่อ่อนแอไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 2 ต้น 

เมื่อมะระเริ่มเลื้อยหรือต้นมีอายุประมาณ 15 วัน ควรทำค้างเพื่อให้ต้นเลื้อยเกาะขึ้นไป อาจทำได้ 2 แบบ คือ

  • แบบที่ 1 ปักไม้ค้างยาวประมาณ 2 – 2.5 เมตร ทุก ๆ หลุมแล้วเอนปลายเข้าหากัน ผูกมัดปลายไว้ แล้วใช้ไม้ค้างพาดขวางประมาณ 2 – 3 ช่วง
  • แบบที่ 2 ปักไม้ค้างยาวประมาณ 2 – 2.5 เมตร ทุก ๆ ระยะ 1.5 – 2 เมตร ขนานกับแถวปลูก ใช้เชือกผูกขวางทุก ๆ ระยะ 30 เซนติเมตร รวมทั้งผูกทแยงไปมาด้วย (เมืองทอง, 2525)
การรดน้ำ

  • รดเช้า-เย็น ควรให้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงกับเปียกแฉะ ไม่ควรขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผล 

การพรวนดิน

  • กำจัดวัชพืช ควรปฏิบัติในระยะแรก เมื่อต้นยังเล็กอยู่ เพื่อไม่ให้วัชพืช ระวังอย่าให้กระทบกระเทือนถึงระบบราก 

การให้ปุ๋ย

  • อายุประมาณ 15 วัน ควรให้ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต ประมาณ 5 ช้อนแกงต่อหลุม พรวนรอบ ๆ ต้นแล้วรดน้ำ ปริมาณของปุ๋ยที่ใช้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปริมาณของปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่ใช้ 

โรคที่สำคัญ

  • โรคใบจุด โรคเหี่ยว แหล่งที่สำคัญ ได้แก่ แมลงวันทอง เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะเถา หนอนเจาะยอด 

การเก็บเกี่ยว

  • อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 45 วัน เก็บผลที่ยังอ่อนอยู่ 

การห่อผล 

  • เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลจนลูกโตขนาดนิ้วก้อย ก็เริ่มห่อผลได้ทันที โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ทำเป็นถุงขนาด 15 คูณ 20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ไม้กลัดๆ ปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ การห่อผลจะช่วยไม่ให้มะระถูกรบกวนจากแมลงศัตรูพืชมากนัก และยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อนน่ารับประทานด้วย(ตระกาลศักดิ์มณีภาค,มูลนิธิ,) 

การเก็บเกี่ยว 

  • มะระจะให้ผลเก็บเกี่ยวได้เป็นรุ่นๆ ไปมะระรุ่นแรกเกษตรกรเรียกว่า มะระตีนดิน ผลมีลักษณะ อ้วน ป้อม สั้น ผลจะอยู่บริเวณโคนเถาเกือบติดดิน เก็บผลได้วันเว้นวัน เมื่อเก็บมะระรุ่นใหญ่ไปแล้ว 3 ครั้ง ก็จะถึงมะระรุ่นเล็กซึ่งเป็นมะระปลายเถา ผลจะมีขนาดเล็กลง การเก็บผลมะระควรเลือกเก็บในขณะที่ผลยังมีลักษณะอ่อนอยู่ มีสีเขียวและโตได้ขนาด อย่าปล่อยให้มะระแก่จัดจนเปลี่ยนเป็นสีครีม หรือผลเริ่มแตกเพราะเนื้อและรสจะไม่น่ารับประทาน 

การเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ 


  • เริ่มด้วยการคัดเลือกต้นมะระในแปลงปลูกที่เจริญงอกงามแข็งแรง ให้ผลรุ่นแรกมีลักษณะดีตรงตามพันธุ์ไว้หลายๆต้น กะให้ได้เมล็ดพันธุ์พอปลูกในปีหน้า เมื่อดอกตัวเมียและตัวผู้ของต้นที่เลือกไว้เป็นต้นแม่พันธุ์ใกล้จะบาน หาถุงกระดาษบางขนาดโตกว่าดอกนิดหน่อยมาสวมไว้ รุ่งขึ้นดอกจะบาน เด็ดดอกตัวผู้มาครอบดอกตัวเมียแล้วเคาะเบาๆ ให้ละอองเกสรหล่นลงไปบนดอกตัวเมีย แล้วเอาถุงกระดาษสวมไว้ตามเดิมทิ้งให้ผลสุกจึงเด็ดไปผ่าเอาเมล็ดออกล้างน้ำตากแดดจนแห้งสนิท เก็บไว้ทำพันธุ์ต่อไปได้ 

คุณค่าทางเศรษฐกิจ 

  • ยอดมัดกำขาย ขายส่งกำละ 3 บาท ผลกิโลกรัมละ 6 – 10 บาท (ตลาดไท) ทำแห้งขายกิโลกรัมละไม่เกิน 30 บาท ผลมะระเชื่อม กิโลกรัมละ 200 บาท (แสงไทย, 2544)

คุณค่าทางอาหาร 

  • มะระมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี ไนอาซีน และเบต้าแคโรทีน อยู่ในระดับสูง มะระมีสารโบมอร์ดิซิน ผลอ่อนของมะระขี้นกให้วิตามินซี และเบต้าแคโรทีนสูง เวลาลวกควรลวกทั้งลูก และไม่แช่ไว้นาน เพราะจะทำให้วิตามินซีและเบต้าแคโรทีนสูญเสียไป เคล็ดลับในการทำให้รสขม ของมะระน้อยลงคือ คลุกเคล้าหรือแช่มะระในน้ำเกลือหรือต้มมะระโดยไม่ปิดฝาหม้อจนน้ำเดือดเต็มที่ จะช่วยลดความขมให้น้อยลง(คมสัน หุตะแพทย์) 


ได้มีการศึกษาคุณค่าทางอาหารของผลมะระขี้นก พบว่า ผลมะระขี้นก 100 กรัม มีส่วนประกอบดังนี้ (สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2540 และทศพร, 2531)

  • ความชื้น 83.20 กรัม 
  • พลังงาน 17.00 กิโลกรัม 
  • ไขมัน 1.00 กรัม 
  • เส้นใย 12.00 กรัม 
  • คาร์โบไฮเดรต 9.80 กรัม 
  • แคลเซียม 3.00 มิลลิกรัม 
  • โปรตีน 2.90 กรัม 
  • ฟอสฟอรัส 140.00 มิลลิกรัม 
  • เหล็ก 9.40 มิลลิกรัม 
  • วิตามินเอ 2924.00 IU 
  • วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม 
  • วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม 
  • วิตามินซี 0.40 มิลลิกรัม 
  • ไทอามีน 0.07 มิลลิกรัม 
  • ไนอาซีน 190.00 มิลลิกรัม 

ประโยชน์ทางยา

  • ลดน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม ถ้าต้องการกลบรสขมให้เติมใบชาลงไปด้วยขณะที่ชง ดื่มต่างน้ำชา นอกจากนี้น้ำต้มผลมะระ สามารถลดการเกิด ต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงในคนที่เป็นโรคเบาหวานได้
  • รักษาโรคเอดส์ต้านเชื้อ HIV (ไมตรี, 2542) ใช้ผลอ่อนทำเป็นน้ำคั้น หรือบดเป็นผงใส่แคปซูล หรือยาลูกกลอน การใช้น้ำคั้นจากผลดื่มได้ผลดีกว่ากินสดหรือต้ม แต่การสวนทวารด้วยน้ำคั้นมะระจะได้ผลดีกว่าการดื่ม เพราะสารสำคัญ MAB 30 เป็นสารโปรตีนที่จะถูกทำลายโดยกรดและน้ำย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (แสงไทย, 2544) สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็ง คือ guanylate cyclase inhibitor สกัดได้จากผลสุก MAB 30 สกัดจากเนื้อผลสุกและเมล็ด momorchrin สกัดจากเมล็ด ผลและเมล็ดต้มน้ำดื่ม
  • ช่วยเจริญอาหาร ใช้เนื้อของผลที่ยังไม่สุกไม่จำกัดจำนวน ใช้ประกอบเป็นอาหาร ผักจิ้ม ต้ม แกง
  • ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ใช้ใบสดมะระขี้นก 20-30 ใบ หั่นใบชงด้วยน้ำร้อนเติมเกลือ เล็กน้อย ช่วยกลบรสขม ดื่มแต่น้ำ ใช้ได้ดีสำหรับถ่ายพยาธิเข็มหมุด นอกจากนี้ยังใช้เมล็ด 2-3 เมล็ด รับประทานขับพยาธิตัวกลม
  • ทำให้อาเจียน ใช้เถาสด 1/3 กำมือ หรือ 6-20 กรัม เติมน้ำพอท่วมต้มให้เดือด 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำ
  • รักษาชันนะตุและศีรษะเป็นเม็ดผื่นคัน ใช้ผลสดที่ยังไม่สุกหั่นเนื้อมะระแล้วตำคั้นเอาแต่น้ำ เติมดินสอพองลงในพอสมควร ใช้ทาบริเวณที่เป็นชันนะตุ (ดารณี, 2544)
  • เป็นยาแก้ไข ใช้ผลมะระต้มน้ำแล้วดื่ม อาการตัวร้อนจะหายไป
  • แก้ไข้ที่เกิดจากกระทบความร้อน ใช้ผลสด 1 ผล ควักไส้ในออกใส่ใบชาเข้าไปแล้วประกบกันนำไปตากให้แห้งในที่ร่ม รับประทานครั้งละ 6-10 กรัม โดยต้มน้ำดื่มหรือชงน้ำดื่มต่างชา ก็ได้
  • แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ผลสด 1 ผล ขูดไส้ในออก หั่น ฝอย ต้มน้ำดื่ม
  • แก้บิด ใช้น้ำคั้นจากผลสด 1 แก้ว ผสมน้ำดื่มแก้บิดเฉียบพลันใช้ดอกสด 20 ดอก ตำคั้นเอาน้ำมาผสมน้ำผึ้งพอสมควรดื่ม แก้บิดปวดท้อง ถ่ายเป็นเมือกๆ ใช้รากสด 60 กรัม น้ำตาลกรวด 60 กรัม ต้มน้ำดื่ม ถ่ายเป็นเลือด ใช้รากสด 120 กรัม ต้มน้ำดื่ม แก้บิดถ่าย เป็นมูกหรือเลือดใช้เถาสด 1 กำมือ แก้บิดมูกใส่เหล้าต้มดื่ม แก้บิดเลือดให้ต้มน้ำดื่ม
  • แก้แผลบวม ใช้ผลสดตำพอก
  • แผลสุนัขกัด ใช้ใบสดตำพอก
  • แก้ปวดฝี ใช้ใบแห้ง บดเป็นผงชงเหล้าอื่น แก้ฝีบวมอักเสบใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นหรือใช้รากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำพอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้รากสดตำพอก
  • แก้คัน แก้หิด และโรคผิวหนังต่างๆ ใช้ผลแห้งบดเป็นผง ใช้โรยแผลแก้คันหรือทำเป็นขี้ผึ้ง ใช้ทาแก้หิดและโรคผิวหนังต่างๆ
ประโยชน์ทางอาหาร 
  • ส่วนที่เป็นผักตามฤดูกาล ยอดอ่อน ใบอ่อน และผลอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักออกยอดในฤดูฝน การปรุงอาหาร คนไทยทุกภาครับประทานมะระเป็นผัก ไม่นิยมรับประทานสด เพราะมีรสขม โดยเฉพาะผล จะขมมาก
  • วิธีปรุงอาหาร โดยการนึ่ง หรือลวกให้สุกก่อน และรับประทานเป็นผักจิ้ม ร่วมกับน้ำพริก หรือป่นปลาของชาวอีสาน หรืออาจนำไปผัด หรือแกงร่วมกับผักอื่นก็ได้ การนำผลมะระไปปรุงเป็นอาหารอื่น เช่น ผัดกับไข่ เป็นต้น นิยมต้มน้ำ และเทน้ำทิ้ง 1 ครั้ง ก่อน หรืออาจใช้วิธีคั้นกับน้ำเกลือ เพื่อลดรสขมก่อนก็ได้ 

สรรพคุณในตำรายาไทย

  • ช่วยเจริญอาหาร ใช้เนื้อของผลที่ยังไม่สุกใช้เป็นอาหาร ผักจิ้ม ต้ม แกง
  • รักษาเบาหวาน ใช้ผลโตเต็มที่ หั่นเนื้อมะระตากแห้ง ชงน้ำ รับประทานต่างน้ำชา
  • แก้ไข้ ผลต้มรับประทานแต่น้ำเป็นยาแก้ไข้ หรือ ดื่มน้ำคั้นจากผล
  • ปากเปื่อย ปากเป็นขุย น้ำคั้นจากผลใช้อม
  • บำรุงระดู ดื่มน้ำคั้นจากผล(สุนทรี สิงหบุตรา. 2535.)

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือด มีการวิจัยในสัตว์ทดลองโดยใช้สารสกัดด้วย 95 % แอลกอฮอล์ สารสกัดด้วยน้ำ น้ำคั้น และยาชงจากผล พบว่าให้ผลลดน้ำตาลในเลือดได้ สารสำคัญที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้โพลีเปปไทด์ พี และ ชาร์แรนติน 
  • ฤทธิ์การต้านเชื้อ HIV โปรตีน MRK 29 (หรือ TBGP 29) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีน้ำหนักโมเลกุล 28.6 กิโลดัลตัน แยกได้จากผลและเมล็ดของมะระขี้นก MRK 29 มีคุณสมบัติในการยับยั้งเอ็นไซม์รีเวอร์ทรานสคริปเทศะ (HIV-1 reverse transcriptase) ในหลอดทดลองที่ความเข้มข้น 18 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ลำดับของกรดอะมิโนในโปรตีน MRK 29 ต่างกับ โปรตีน MAP 30 (โปรตีน MAP 30 เป็นโปรตีนที่สกัดได้จากมะระจีนในต่างประเทศ ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV โดยยับยั้งเอ็นไซม์รีเวอร์ทรานสคริปเทส (HIV-1 reverse transcriptase) และ ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์อินทีเกรส (HIV-integrase) นอกจากนี้สารกลัยโคโปรตีนที่ชื่อ มอมอร์ชาริน ซึ่งแยกได้จากเมล็ดของมะระจีนในต่างประเทศเช่นกัน มีคุณสมบัติทำให้ระดับ HIV antigen ในเซลล์ที่ติดเชื้อ HIV ต่ำลง และยังมีผลในการลดจำนวนเซลล์ที่ติดเชื้อ) 
  • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง สารกลุ่มอนุพันธ์ของไอโซพรีนอยด์มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
  • ข้อมูลทางคลินิกในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV (ประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ใช้สารสกัดจากมะระจีนในต่างประเทศ) 
  • ประสบการณ์ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV พบว่าการใช้น้ำคั้นหรือน้ำต้มจากใบหรือผลสดสวนทวารพบว่าค่า CD4 เพิ่มขึ้นจาก 480 เป็น 1060 และ CD4/CD8 เพิ่มขึ้น จาก 0.91 เป็น 1.54 และต่อมาพบว่าการตรวจ P24 antigen จากเลือดให้ผลลบ (เวลาในการสังเกตผลประมาณ 2-3 ปี) อาการข้างเคียงที่พบคือ ร้อนวูบวาบทันทีหลังจากสวนทวาร อึดอัดแน่นท้องถ้าสวนทวารไม่ถูกวิธี การใช้ก่อนนอนอาจทำให้นอนไม่หลับ 

การเตรียมโปรตีนจากมะระขี้นกใช้เอง 

  • ใช้เมล็ดจากผลสุกประมาณ 70 เมล็ด เอาเนื้อเยื่อสีแดงที่หุ้มเมล็ดออก ล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ กระเทาะเปลือกเมล็ด แล้วนำเนื้อสีขาวที่กระเทาะเปลือกออกแล้วมาล้างน้ำ เติมน้ำหรือน้ำเกลือแช่เย็น 90-100 ซีซี ปั่นในเครื่องปั่นจนได้น้ำสีขาวข้น จากนั้นก็กรองด้วยผ้าขาวบาง 2-3 ชั้น นำน้ำที่กรองได้สวนทวารครั้งละ 10 ซีซี ทุกขั้นตอนควรทำในสภาวะที่เย็นเพื่อป้องกันการสลายตัวของโปรตีน(คมสัน หุตะแพทย์.2543.) 

ความเป็นพิษ 

  • ได้มีการศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดโปรตีนอย่างหยาบจากมะระขี้นกพบว่าค่า LD50 (ขนาดสารที่ทำให้สัตว์ทดลองตายไปครึ่งหนึ่ง) มีค่าเท่ากับ 0.88 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าเส้นเลือดในหนู

เครดิต:
  • http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-4/herb/33.html

Saturday, June 14, 2014

อายุเก็บเกี่ยวพืชผัก

อายุเก็บเกี่ยวพืชผัก


เครดิต:

  • http://www.tistr-foodprocess.net/vegetable/vegetable_home/veg_home1_1.pdf

ปฏิทินการปลูกผัก

ปฏิทินการปลูกผัก


เครดิต:

  • http://www.servicelink.doae.go.th/webpage/book%20PDF/vegtable/time_veg.pdf

Saturday, June 7, 2014

ถั่วงอกตัดราก ไร้กระสอบ ระบบน้ำหมุนเวียน


ตารางเปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารระหว่างผักงอกชนิดต่างๆ (created chart by FDA Consumer Magaqine/U.S. Agriculture Department)


ผักงอกดิบ (ปริมาณ 2 ถ้วย)
พลังงาน (คาลอรี่)
โปรตีน (กรัม)
เส้นใย %
วิตามินซี
ธาตุเหล็ก
Folate
ถั่วอัลฟัลฟางอก 10 1.3 3 5 2 3
ถั่วเขียวงอก 26 2.5 4 23 4 9
ผักกาดแดงงอก 16 1.6 A 18 2 9
ถั่วเหลืองงอก 86 9 3 17 8 90
ข้าวสาลีงอก 214 8 4 5 11 10

หมายเหตุ วิตามินซี ธาตุเหล็ก และ Folate มีปริมาณเป็น % daily value (คัดลอกและแปลความหมายจาก "SPROUTS AND NUTRITION" by ISGA-International Sprout Growers Association/website address www.isga-sprouts.orgX

อุปกรณ์การเพาะถั่วงอกตัดราก ไร้กระสอบ ระบบน้ำหมุนเวียน
  • เครื่องตั้งเวลารดน้ำถั่วงอก EmSeU Technolog
  • ถังน้ำพลาสติกสีดำอย่างดี ขนาด 20 แกลลอน (66 ลิตร)
  • ตะกร้า 47x47x43 ซม.
  • ตาข่ายพลาสติก ขนาดรู 2 มม. 6 แผ่น
  • ตาข่ายพลาสติก ขนาดรู 5 มม. 6 แผ่น
  • สายยางใส 5/8 นิ้ว
  • สายยาง 6 หุน สำหรับต่อปั๊มน้ำ
  • ปั๊มน้ำตู้ปลา Yamano SP-2600 ขนาด 2000 L/H กำลังไฟ 32 W
  • หัวบัวรถน้ำขนาด 12 ซม.
  • ข้อต่อ PVC
  • เทปพันเกลียว
  • เข๊มขัดรัดสาย
  • ปุ๋ยน้ำ EM คิวเช

ถั่วงอกตัดราก ไร้กระสอบ ระบบน้ำหมุนเวียน




เครดิต:

  • http://www.mahamodo.com/webmaster_special/yymmdd_text/25510204.aspx?id=33
  • https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1392394497715399&set=a.1389138034707712.1073741828.1387421348212714&type=1&theater

Thursday, June 5, 2014

ปริมาณธาตุอาหารของปุ๋ยพืชสด

ปริมาณธาตุอาหารของปุ๋ยพืชสด (%)

ชนิดพืช N P2O5 K2O
โสนอัฟริกัน 2.87
1.68
0.22
0.15
2.40
โสนจีนแดง 2.85 0.34 2.10
โสนอินเดีย 2.85
2.25
0.46
0.35
2.68
3.03
ปอเทือง 2.76 0.22 2.40
ถั่วพุ่ม 2.68 0.39 2.46
ถั่วพร้า 2.72 0.54 3.14
มะแฮะ 1.92 0.05 0.90
ฟางข้าว 0.59 0.08 1.72
ใบกระถินณรงค์ 1.58 0.10 0.40
ใบยูคาลิปตัส 0.68 0.07 0.03
ผักตบชวา 1.55 0.46 0.49
ถั่วเหลือง 2.71 0.56 2.47
ถั่วเขียว 1.85 0.23 3.00
ซังข้าวโพด 1.78 0.25 1.53
ต้นข้าวโพด 0.71 0.11 1.38
ต้นมันสัมปะหลัง 1.23 0.24 1.23

เครดิต:
  • http://www.ldd.go.th/menu_Dataonline/G1/G1_02.pdf
  • http://www.brrd.in.th/rkb/Fact%20Sheet/Fertilizer/greenmanure.pdf
  • http://www.agriqua.doae.go.th/pdf_agricultural_data/organic/the_manure.pdf

Sunday, June 1, 2014

มะละกอ

ลักษณะทั่วไป
มะละกอ เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ได้

มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้
ประโยชน์

นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้

พันธุ์มะละกอ
มะละกอมีมากมายหลายพันธุ์ เป็นพืชที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จึงมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ที่เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศของบ้านเรา พันธุ์มะละกอที่นิยมปลูกในบ้านเรามีด้วยกันทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ

  • พันธุ์โกโก้ มีทั้งก้านใบสีน้ำตาลเข้มหรือสีม่วงเข้มหรือสีเขียวอ่อน พวกที่ก้านสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวจะสังเกตเห็นจุดประสีม่วงตามบริเวณลำต้น ได้ชัดเจน โดยเฉพาะในขณะต้นอายุไม่มาก พันธุ์โกโก้ เป็นพันธุ์ที่ออกดอกติดผลเร็ว ต้นเตี้ย อวบแข็งแรง มีขนาดผลขนาดเล็กถึงปานกลางผลค่อนข้างยาวผิวเกลี้ยงเป็นมันปลายผลใหญ่ หัวผลเรียว เนื้อแน่นและหนาสีแดงหรือสีชมพูเข้มรสหวานอร่อย
  • พันธุ์แขกดำ เป็นพันธุ์ที่ลำต้นอวบแข็งแรง ต้นเตี้ยให้ดอกติดผลเร็ว ก้านใบสีเขียวอ่อน รูปทรงของผลยาวรีสีผลออกสีเขียวแก่หรือสีเขียวเข้ม มีเนื้อหนาแน่น เมล็ดน้อย ผลสุกเนื้อสีแดงเข้มมีรสหวาน
  • พันธุ์สายน้ำผึ้ง ลักษณะต้นเตี้ย ก้านใบยาวกว่าพันธุ์แขกดำ ผลค่อนข้างโตทรงผลป้าน คือด้านขั้วผลเล็กและขยายออกด้านท้ายผล เปลือกผลสีเขียว เมื่อสุกเนื้อออกสีแดงปนส้ม เนื้อหนาเนื้อแน่น มีเมล็ดมากรสหวาน
  • พันธุ์จำปาดะ เป็นพันธุ์ที่มีลำต้นอวบแข็งแรง ออกดอกติดผลช้ากว่าพันธุ์โกโก้และพันธุ์แขกดำ ใบและก้านใบออกสีเขียวอ่อน ผลมีขนาดยาว ผลดิบมีสีเขียวอ่อนผลสุกเป็นสีเหลือง เนื้อค่อนข้างบางกว่าพันธุ์อื่นและเนื้อไม่ค่อยแน่น
พันธุ์มะละกอเพื่อการค้า

  • มะละกอพันธุ์พื้นเมือง
  • เป็นมะละกอที่ปลูกกันมานานโดยมีการปล่อยให้มีการผสมข้ามกันเองตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะมีผลขนาดกลางถึงขนาดเล็ก เนื้อบาง ช่องว่างในผลกว้าง ผลสุกเนื้อสีเหลืองค่อนข้างเละ จึงนิยมบริโภคดิบมากกว่า การออกดอกติดผลช้าเป็นมะละกอที่ปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนา จึงมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี จึงพบในท้องถิ่นและภาคต่างๆ ที่ไม่ได้มุ่งหวังทำเพื่อการค้า
  • มะละกอพันธุ์แขกดำ
  • เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมปลูกกันมากและเป็นที่ต้องการของตลาด ลักษณะเป็นมะละกอต้นเตี้ย ก้านใบสีเขียว ก้านใบสั้น ในหนากว่ามะละกอพันธุ์อื่นๆ ขนาดผลมีส่วนหัวและท้ายของผลเกือบเท่ากัน เปลือกหนาสีเขียวเข้มผิวขรุขระเล็กน้อย ขนาดผลประมาณ 1.2-1.5 กิโลกรัม ผลสุกมีรสหวาน เมล็ดน้อยช่องว่างภายในผลแคบ เนื้อแข็งสีแดง ขนาดเหมาะที่ทำส้มตำจะเก็บในขณะที่มีน้ำหนัก 500-750 กรัม
  • มะละกอพันธุ์โกโก้
  • เป็นมะละกอพันธุ์ที่นำมาปลูกนานแล้ว ต้นเล็กๆ จะมีจุดประสีม่วง ก้านใบมีสีม่วง ลักษณะผล ส่วนปลายผลเล็กเรียว ส่วนหัวผลซึ่งใกล้ขั้วมีลักษณะเป็นทรงกระบอกใหญ่ ผิวสีเขียว ผลค่อนข้างเรียบ ช่องว่างระหว่างผลเป็นเหลี่ยมชัดเจน ช่องว่างภายในผลกว้าง สุกแล้วเนื้อสีแดงหรือส้มเหมาะสำหรับบริโภคสุก
  • มะละกอสายพันธุ์น้ำผึ้ง
  • ลักษณะต้นเตี้ย ก้านใบสีเขียวอ่อนหรือเขียวปนขาว ก้านใบยาวกว่าแขกดำ ใบกว้างกว่าแขกดำแต่ใบบางกว่า จำนวนแฉกของใบมีน้อยกว่าแขกดำและโกโก้ ผลค่อนข้างโต ผลด้านขั้วจะเล็กแล้วขยายโตขึ้นบริเวณใกล้ปลายผล เปลือกผลสีเขียว เนื้อเมื่อสุกมีสีส้มปนเหลือง หรือสีส้ม เนื้อเละรสหวาน
  • มะละกอพันธุปากช่อง 1
  • เป็นพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่สถานีวิจัยปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ผสมพันธุ์นี้ขึ้นจากการนำเอามะละกอสายพันธุ์ซันไรส์ โซโล จากประเทศไต้หวันมาทำการปลูกและผสมพันธุ์ตัวเองอยู่ 5 ชั่วอายุ
  • พันธุ์ปากช่อง1 มีลักษณะที่ดีเด่นคือเป็นมะละกอต้นค่อนข้างเตี้ยมาก ให้ผลผลิตครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 8 เดือน หลังจากปลูกผลในระยะแรกอยู่เหนือจากระดับพื้นดินประมาณ 70-80 เซนติเมตร ติดผลค่อนข้างดกคือ ให้ผลผลิตประมาณ 30-40 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ผลลักษณะกลมขนาดเล็กสามารถรับประทานคนเดียวหมดผล หรือถ้าผลขนาดกลางก็อาจรับประทานได้ 2 คน มีน้ำหนักประมาณ 350 กรัมต่อผล ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ
  • เนื้อแข็งกรอบสีส้มหนาประมาณ 1.8 เซนติเมตร รสชาติหอมหวาน มีเปอร์เซ็นต์น้ำตาลอยู่ค่อนข้างสูง ผลสุกจนมีผิวสีเหลืองทั้งผล สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติได้นาน โดยที่มีรสหวานเหมือนเดิมและเนื้อก็ไม่เละด้วย นอกจากนี้แล้วชาวสวนยังสามารถที่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกได้เอง ทั้งยังสามารถเพิ่มขนาดของผลให้ใหญ่ขึ้นมีน้ำหนักถึง 600 กรัมต่อผล ถ้าหากตลาดต้องการโดยการเด็ดช่อดอกด้านข้างออกเหลือดอกกลางไว้ก็จะได้มะละกอ ผลใหญ่ตามต้องการและ คุณสมบัติที่เด่นกว่ามะละกอพันธุ์อื่น ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างมีความต้นทานต่อโรคใบด่าง ซึ่งถือเป็นโรคที่สำคัญที่สุดของมะละกอ

การแสดงออกของเพศมะละกอ

ต้นมะละกอแบ่งออกเป็น 3 เพศ คือ ต้นตัวผู้ ต้นตัวเมียและต้นสมบูรณ์เพศโดยทั่วไปจะสังเกตเพศได้เมื่อต้นมะละกอออกดอก แล้วเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่มีวิธีการใดที่จะบอกเพศมะละกอในขณะที่ยังเป็นต้นกล้าเล็กๆ หรือก่อนที่มะละกอออกดอกได้

***เพศของดอกมะละกอมีตัวถ่ายทอดพันธุกรรม คือ ยีนเพียงคู่เดียวเป็นตัวควบคุม


  • มะละกอต้นตัวผู้
  • มีช่อดอกยาวแตกแขนงเป็นสาย 70-120 เซนติเมตร ดอกบนช่อเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีอวัยวะเพศเมียปรากฏอยู่แต่ไม่ทำหน้าที่ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอกสีขาวหรือครีมโคนกลีบเป็นหลอด ปลายกลีบแยกกัน 5 แฉก บริเวณโคนติดกัน กลีบที่แยกกันนั้นจะมีอับเกสรตัวผู้สีเหลือง 10 ชุด
  • ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และช่วงแสงต่อวันน้อย รังไข่ของดอกมะละกอต้นตัวผู้อาจเจริญพัฒนาติดเป็นผล หลังจากรับการถ่ายละอองเกสรตัวผู้ได้ มะละกอต้นตัวผู้นี้ปกติไม่ให้ผลคุ้มค่าการลงทุน ควรทำการตัดทิ้ง
  • มะละกอต้นตัวเมีย
  • จะเป็นต้นตัวเมียที่แท้จริง โดยมีช่อดอกยาวปานกลาง 5-20 เซนติเมตร ดูจากภายนอกดอกยังตูมอยู่จะมีลักษณะดอกป้อม กลีบดอกทั้ง 5 กลีบ จะแยกจากกัน ภายในมีรังไข่ อ้วนสั้น สีขาว มีส่วนปลายรังไข่เป็นแฉก 5 แฉก สีเหลืองอมเขียว แต่ละแฉกก็มีปลายเป็นฝอย ผลจากดอกตัวเมียจะมีรูปร่างกลมหรือรูปทรงกระบอกสั้นๆ หรือรูปไข่
  • มะละกอต้นสมบูรณ์เพศ (ต้นกะเทย)
  • ช่อดอกแตกแขนงสั้น อาจจะประกอบด้วยดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศในช่อดอกเดียวกันก็ได้ แต่ดอกสมบูรณ์เพศก่อนบานจะมีลักษณะเรียวยาว กลีบดอกส่วนที่เป็นหลอดจะหุ้มส่วนของรังไข่ ส่วนกลีบดอกที่แยกกันจะเปิดออกเมื่อดอกบาน ถ้าเด็ดกลีบดอกออกจะเห็นอับเกสรตัวผู้ 10 อัน เรียงรอบใต้ส่วนของยอดเกสรตัวเมีย เมื่อละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจาย ขณะดอกบานก็จะผสมตัวเองได้หรือแมลงพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับดอกที่บานดอกอื่น หรือดอกตัวเมียบนต้นตัวเมีย ทำให้ติดเป็นผล ผลจากมะละกอต้นสมบูรณ์เพศจะเป็นรูปทรงกระบอกยาว ถ้าดอกสมบูรณ์เพศนั้นมีรังไข่ทรงกระบอกและอับเกสรตัวผู้เกิดบริเวณ โคนกลีบดอก เรียกดอกประเภทนี้ว่าอีลองกาต้า (Elongata)
  • ดอกสมบูรณ์เพศที่มีรังไข่เป็นพลูและมีก้านชูอับเกสรตัวผู้อยู่ที่โคนรังไข่ เป็นดอกแบบแพนเดรีย (Pentandria) ทำให้ได้ผลเป็นพลูแบบผลทุเรียน ตลาดไม่ต้องการ ควรเด็ดทิ้งขณะผลเล็กๆ
  • ดอกสมบูรณ์เพศแบบอินเทอร์มีเดียท (Intermediate) คือ ดอกสมบูรณ์เพศที่มีก้านชูอับเกสรตัวผู้อยู่บริเวณรังไข่ด้านใดด้านหนึ่ง ตรงกลางของรังไข่เมื่อผสมติดแล้วทำให้ผลมีแผลเป็น เบี้ยวด้านหนึ่ง ตลาดไม่ต้องการถ้าพบผลแบบนี้ขณะอ่อนๆ อยู่ให้เด็ดทิ้ง


ยีนที่ควบคุมและกำหนดเพศมะละกอ

  • Mm คือ มะละกอเพศเมีย
  • M1m คือ มะละกอเพศผู้
  • M2m คือ มะละกอสมบูรณ์เพศ (ต้นกระเทย)
  • M1M1, M2M2, M1M2 เกิดลีทอลยีน(Letthlgene) ไม่มีเมล็ด

แม่พันธุ์ x พ่อพันธุ์ อัตราส่วนของลูก
เพศเมีย : สมบูรณ์ : เพศผู้

ต้นเพศเมีย (mm) x ต้นเพศผู้ (M1m)    1   :   -   :   1
ต้นเพศเมีย (mm) x ต้นสมบูรณ์เพศ (M2M)   1   :   1   :   -
ต้นสมบูรณ์เพศ (M2m) x เพศผู้ (M1m)    1   :   1   :   1
ต้นสมบูรณ์เพศ (M2m) x สมบูรณ์เพศ (M2m)   1   :   2   :   -

การเลือกมะละกอไปทำพันธุ์ในการค้า
เราต้องการมะละกอสมบูรณ์เพศมาก จึงต้องทำการผสมตัวเองหรือผสมข้ามต้นสมบูรณ์เพศเพื่อให้ได้ผลยาวมากในที่นี้ จะได้ผลยาว 2 ส่วน ประมาณ 66% ผลกลมต้นตัวเมีย 33% การรักษาสายพันธุ์หรือทำเมล็ดพันธุ์จึงควรเลือกต้นมะละกอสมบูรณ์เพศที่มีความแข็งแรง ติดผลดกในแปลงของท่านเอง แล้วใช้ถุงกระดาษหรือถุงผ้าขาวบางคุลมดอกสมบูรณ์เพศของต้นสมบูรณ์เพศที่จะ บานในวันรุ่งขึ้นไว้ แขวนป้ายชื่อพันธุ์พร้อมวันที่ การคลุมถุงจะคลุมไว้ประมาณ 7 วัน แล้วถอดเอาถุงออก ถ้าเป็นมะละกอพันธุ์ปากช่อง หนึ่งผลจะได้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 150-350 เมล็ด มะละกอพันธุ์แขกดำจะมีเมล็ด 438-1,044 เมล็ดต่อผล ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องผสมไว้หลายๆ ผลเพื่อให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกในพื้นที่

การผสมตัวเองของมะละกอ แม้ว่าทำเพียง 4 ชั่วอายุ ก็จะทำเป็นสายพันธุ์คัดได้ ถ้าปลูกในหมู่เดียวกัน ห่างจากพันธุ์อื่นประมาณ 1 กิโลเมตร ก็เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ที่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ เมล็ดที่ได้เมื่อนำไปเพาะจะได้ต้นสมบูรณ์เพศ 2 ส่วน ต้นตัวเมีย 1 ส่วน การเก็บเมล็ดทำพันธุ์ต้องเลือกเก็บเมล็ดจากผลที่มีผิวสีเหลืองหรือส้มที่ผล ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ระวังอย่าให้ผลที่เก็บมาได้รับความกระทบกระเทือน หรือช้ำเสียหาย

เครดิต:

  • http://xn--12ca0fzasc1dvab9f.blogspot.com/2013/04/blog-post.html
  • http://xn--12ca0fzasc1dvab9f.blogspot.com/2012/10/blog-post.html
  • http://xn--12ca0fzasc1dvab9f.blogspot.com/2012/10/blog-post_5.html

Saturday, May 31, 2014

กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50

กล้วยน้ำว้าในประเทศไทยที่ได้ศึกษามี 3 กลุ่ม

  • กล้วยน้ำว้าไส้แดง มีผลดก ไส้กลางข้างในค่อนข้างแข็งหรือมีความฝาดสูงเหมาะสำหรับเอาไปทำกล้วยเชื่อมหรือข้าวต้มมัด เพราะไส้จะค่อนข้างแข็งไม่เละ ถ้าเอาผลสุกไปทำกล้วยบวชชีจะมีรสฝาดเจือ ไม่ค่อยอร่อย และถ้าเอาไปทำกล้วยตากจะมีสีคล้ำเหมือนกล้วยเก่า
  • กล้วยน้ำว้าไส้ขาว เหมาะทำกล้วยตาก กล้วยแผ่นอบ เช่น พันธุ์มะลิอ่อง
  • กล้วยน้ำว้าไส้เหลือง เหมาะสำหรับกินสด กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยทอด แป้งกล้วย หรือทำได้ทุกอย่างไม่มีข้อจำกัด ในการแปรรูปกล้วยเพื่อเป็นการค้า กล้วยน้ำว้าไส้เหลืองเหมาะที่สุดเนื่องจากมีผลผลิตมาก ดูแลดีๆ จะได้ถึง 10-15 หวี ต่อเครือ
เปรียบเทียบระหว่างหน่อกล้วยกับกล้วยปั่นตา
ปลูกหน่อกล้วยสูง 1 เมตร กับกล้วยปั่นตาสูง 50 เซนติเมตร ปรากฏว่า ปลูกครบ 4 เดือน สูงเท่ากัน เพียงแต่ในช่วงแรกต้นกล้วยที่ได้จากการปั่นตา ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ที่ใกล้ชิด คือ ต้องมีการรดน้ำ ถากหญ้า ใส่ปุ๋ย พอต้นลอกคราบเปลี่ยนใบใหม่ต้นกล้วยก็จะเจริญเติบโตอย่างเร็ว


ส่วนกล้วยหน่อหลังจากการปลูกแล้วจะแตกใบแรก แล้วต้นยังนิ่งอยู่ เพราะต้องรอสร้างรากก่อน เนื่องจากกล้วยที่ขุดหน่อมักจะไม่มีราก ใบใหม่จึงชะงักอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วจะไปโตทันกันเมื่อครบ 4 เดือน

การเตรียมแปลง

  • การเพาะเลี้ยงจากเนื้อเยื่อต้นกล้วย แทนหน่อกล้วย เพื่อป้องกันโรคระบาดจากแปลงที่อาจมีเชื้อรา หรือแบคทีเรีย
  • ไถพรวน ตากดินร่วนปนทรายไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในแปลง
  • ขุดหลุม 50 x 50 x 50 ซม. เพื่อป้องกันรากลอย ลดเหตุการณ์ต้นล้ม 
  • รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 2-3 กก./หลุม คลุกเคล้าไปกับดินและกลบไปในหลุม เช่น ขี้ไก่ (ขี้วัวจะมีหนอนระบาดง่าย)
  • เดือนที่ 1-2 ปุ๋ยเคมี 15-15-15 หรือ 16-16-16 150-250 กรัม เดือนละครั้งโรยรอบโคน และสับโคน
  • เดือนที่ 3 ปุ๋ยขี่้ไก่
  • เดือนที่ 4 ปุ๋ย
  • เดือนที่ 6 ปุ๋ยเคมี
  • ระบบน้ำสปริงเกอร์
  • การดูแลตัดใบที่เสียออกก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้กอโปร่ง ถ้าในตอนกลางวันมีแสงลอดเข้าไปถึงโคนกอกล้วยก็ถือว่าโปร่งเพียงพอ และการหมุนเวียนของอากาศก็จะดี เพราะกล้วยไม่มีหน่อหรือใบมากจนเกินไป แต่การตัดแต่งใบต้องระวังถ้าเหลือใบต่ำกว่า 7 ใบ ต้นจะไม่พอเลี้ยงลูก
  • ช่วงอ่อนใช้ไนโตรเจนพัฒนาต้น ฟอสฟอรัส ช่วงอายุมากขึ้น โพแทสเซียมพัฒนาลูก
การไว้หน่อของกล้วยน้ำว้า
ปกติชาวบ้านจะไว้หน่อกล้วยทุกหน่อที่เกิดข้างต้นแม่ การมีหน่อมากๆ เหมือนแม่มีลูกมาก ก็จะแย่งอาหารกินกัน ทำให้ต้นและผลไม่สมบูรณ์ แต่อาจารย์แนะนำว่าปลูกกล้วยไปแล้ว 6 เดือน ถึงจะไว้หน่อได้ 1 หน่อ พอหน่อนี้อายุได้ 3 เดือน ก็จะไว้อีก 1 หน่อ นอกนั้นตัดทิ้งให้หมด เพราะฉะนั้น กล้วยแต่ละกอจะมีไม่เกิน 4 ต้น



เครดิต:

  • อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส สถานีวิจัยปากช่อง 044-311796
  • http://www.youtube.com/watch?v=l7MhoeKePp4
  • http://howjob.blogspot.com/2011/02/50.html



กล้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิด บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวีๆ รวมเรียกว่า เครือ

พืชบางชนิดมีลำต้นคล้ายปาล์ม ออกใบเรียงกันเป็นแถวทำนองพัดคลี่ คล้ายใบกล้วย เช่น กล้วยพัด (Ravenala madagascariensis) ทว่าความจริงแล้วเป็นพืชในสกุลอื่น ที่มิใช่ทั้งปาล์มและกล้วย

กล้วยเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ใบตองใช้ห่ออาหารและทำงานฝีมือหลายชนิด ลำต้นใช้ทำเชือกกล้วย กระทง ส่วนต่างๆของกล้วยนำมาทำอาหารได้หลายส่วน ทั้งหัวปลี หยวกกล้วย ผลทั้งสุกและดิบ ตัวอย่างเช่น กล้วยแขก กล้วยบวชชี กล้วยปิ้ง กล้วยตาก กล้วยเชื่อม ข้าวเม่าทอด กล้วยทอด

ลำต้น
  • กล้วยมีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า หัว หรือ เหง้า (rhizome) ที่หัวมีตา (bud) ซึ่งจะเจริญเป็นต้นเกิด หน่อ (sucker) หลายหน่อ เรียกว่า การแตกกอ  หน่อที่เกิด หรือต้นที่เห็นอยู่เหนือดิน ความจริงแล้วมิใช่ลำต้น เราเรียกว่า ลำต้นเทียม (pseudostem) ส่วนนี้เกิดจากการอัดกันแน่นของกาบใบ ที่เกิดจากจุดเจริญของลำต้นใต้ดิน กาบใบจะชูก้านใบ และใบ และที่จุดเจริญนี้ จะมีการเจริญเป็นดอกตามขึ้นมาหลังจากสิ้นสุดการเจริญของใบ  ใบสุดท้ายก่อนการเกิดดอก เรียกว่า ใบธง
  • ใบสุดท้ายก่อนเกิดดอก เรียกว่า ใบธง
ดอก
  • ดอกของกล้วยออกเป็นช่อ (inflorescence) ในช่อดอกยังมีกลุ่มของช่อดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ  ระหว่างกลุ่มของช่อดอกย่อยแต่ละช่อจะมีกลีบประดับ หรือที่เราเรียกกันว่า กาบปลี (bract) มีสีม่วงแดงกั้นไว้ กลุ่มดอกเพศเมียอยู่ที่โคน และกลุ่มดอกเพศผู้อยู่ที่ปลาย เป็นส่วนที่เราเรียกว่า หัวปลี (male bud) ระหว่างกลุ่มดอกเพศเมีย และดอกเพศผู้ มีดอกกะเทย แต่บางพันธุ์ก็ไม่มี ในช่อดอกย่อยแต่ละช่อมีดอกเรียงซ้อนกันอยู่ 2 แถว ถ้าเป็นดอกเพศเมีย ดอกเหล่านี้จะเจริญต่อไปเป็นผล
  • ดอกออกเป็นช่อ โดยมีกาบปลีสีม่วงแดงกั้นไว้ กลุ่มดอกเพศเมียอยู่ที่โคน ส่วนกลุ่มดอกเพศผู้อยู่ที่ปลาย
ผล
  • ผลกล้วยเกิดจากดอกเพศเมีย ซึ่งอยู่ที่โคน กลุ่มของดอกเพศเมีย 1 กลุ่ม เจริญเป็นผล  เรียกว่า 1 หวี ช่อดอกเจริญเป็น 1 เครือ ดังนั้นกล้วย 1 เครืออาจมี 2 - 3 หวี หรือมากกว่า 10 หวี ทั้งนี้แล้วแต่พันธุ์กล้วยและการดูแล
  • ผลของกล้วยมีการเจริญได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด
เมล็ด
  • เมล็ดกล้วยมีลักษณะกลมเล็ก บางพันธุ์มีขนาดใหญ่ เปลือกหนา แข็ง มีสีดำ
ราก
  • เป็นระบบรากฝอย แผ่ไปทางด้านกว้างมากกว่าทางแนวดิ่งลึก
ใบ
  • กล้วยมีลักษณะเป็นแผ่นใบใหญ่ มีความกว้างประมาณ 70 - ๙0 เซนติเมตร ความยาว 1.7 - 2.5 เมตร ปลายใบมน รูปใบขอบขนาน โคนใบมน และแผ่นใบมีสีเขียว

การปลูกกล้วยให้ได้ผลดี (โดยอ.กมล พรหมมาก โทร. 086-244-9557, www.facebook.com/kamon2499)

  • หมักดินก่อนปลูกให้มีอินทรีย์วัตถุ และจุลินทรีย์ชีวภาพ
  • หลังปลูกแล้วรดน้ำผสมจุลินทรีย์ชีวภาพหน่อกล้วย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • ให้ตัดหน่อกล้วยออกให้หมด
  • นำหน่อกล้วยไปหมักกับดินร่วนซุยด้วยน้ำจุลินทรีย์ชีวภาพ และนำมาทับโคนต้น
  • เมื่อตกปลีให้รดน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพผลกล้วยสุก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

โรคที่สำคัญของกล้วย
  • โรคตายพราย (Panama disease หรือ Fusarium wilt)
  • เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. Cubense เข้าทำลายราก และมีการเจริญเข้าไปในท่อน้ำ ท่ออาหาร ทำให้เกิดอุดตัน ใบจึงมีอาการขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หักพับ การเจริญจะชะงักงัน และตายในที่สุด
  • โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกโรคนี้ทำลายหมด จึงควรทำความสะอาดโคนกอกล้วย อย่าให้รก ทำทางระบายน้ำให้ดี และราดด้วยแคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
  • โรคใบจุด (Leaf spot)
  • โรคใบจุด มีหลายชนิด เช่น โรคซิกาโตกาสีเหลือง เฟโอเซปทอเรียใบจุด ใบจุดสีดำ ใบจุดสีน้ำตาล ใบจุดสีกระ แต่ละโรคเกิดจากเชื้อราต่างชนิดกัน
  • ส่วนใหญ่โรคที่พบในกล้วยหอมทอง คือ โรคเฟโอเซปทอเรียใบจุด เกิดจากเชื้อรา Phaeoseptoria musae ลักษณะอาการคือ ใบเกิดเป็นจุดเล็กขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีน้ำตาลดำ รูปร่างยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบนอกเป็นสีเหลือง
  • เมื่อเริ่มมีโรคระบาด ควรพ่นด้วยเบนโนมิล 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ที่ใบ
  • โรคใบจุดที่พบอีกชนิดคือ โรคซิกาโตกาสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae มีลักษณะอาการคือ เกิดจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาจุดนี้ขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบ ขนาดของแผลโตขึ้น มีรูปร่างเหมือนไข่ ตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา
  • ถ้าพบโรคใบจุดเหล่านี้ ควรตัดใบที่แสดงอาการของโรคมาเผาทิ้ง และพ่นใบที่เหลือด้วยคาร์เบนดาซิม 16 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

แมลงศัตรูที่สำคัญของกล้วย
  • ด้วงงวง (stock weevil) ด้วงงวง จะเข้าทำลายที่รากและเหง้ากล้วย ทำให้ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโต ใบเหี่ยวเฉา และตายในที่สุด ควรถางบริเวณโคนของกอกล้วยให้สะอาด อย่าให้รกหรือมีวัชพืช
  • หนอนม้วนใบ (leaf roller) ผีเสื้อจะมาวางไข่ในใบยอดที่ยังไม่คลี่ หลังจากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนเจริญอยู่ในใบอ่อนที่ยังม้วนอยู่ ตัวหนอนจะกัดกินใบอ่อน ทำให้ใบแหว่ง เป็นรูพรุน หรือฉีกขาด และม้วนตัวอย่างรวดเร็ว จึงควรตัดใบที่ถูกทำลายมาเผาไฟให้หมด

เครดิต:
  • http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=30&chap=6&page=chap6.htm
  • http://k2499.blogspot.com/2012/09/blog-post_11.html